เชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างสรรค์กฎหมายเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน

ร่วมสร้างกฎหมายกับไอลอว์
Blognone Bookmark and Share

07 กรกฎาคม 2552

ประมวลคำถาม-ข้อสงสัย สมาชิก ช.พ.ค.ฝาก"จุรินทร์" ไขเงื่อนงำ "เงินกู้ ช.พ.ค. 5"

วันที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11442 มติชนรายวัน


ประมวลคำถาม-ข้อสงสัย สมาชิก ช.พ.ค.ฝาก"จุรินทร์" ไขเงื่อนงำ "เงินกู้ ช.พ.ค. 5"





หมายเหตุ - สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะผู้บริหารระดับสูงองค์กรบริหารหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เป็นประธาน จะหยิบยกกรณีปัญหาโครงการสวัสดิการเงินกู้กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) โครงการที่ 5 มาพิจารณาและสอบถามผู้บริหารธนาคารออมสิน และเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ในวันที่ 10 กรกฎาคมนี้

"มติชน" จึงได้ประมวลคำถาม ข้อสงสัย และข้อครหาของสมาชิก ช.พ.ค.จำนวนไม่น้อย โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อที่ประชุมคณะผู้บริหาร ศธ.ได้ใช้ซักถาม เพื่อให้ข้อครหาทั้งหมดเกิดความกระจ่างได้ข้อเท็จจริง และที่สำคัญเพื่อให้ความเป็นธรรมกับเพื่อนครูที่กำลังเดือดร้อนด้านการเงินทั่วประเทศ


1.ประเด็นข้อสงสัยที่มีการบังคับให้สมาชิก ช.พ.ค.ผู้ยื่นกู้จะต้องทำประกันชีวิต เพื่อประกันสินเชื่อทุกคน โดยต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันต่อคนต่อ 10 ปี ในระดับวงเงินกู้ 100,000 บาท ต้องจ่ายเบี้ยประกัน 6,200 บาท วงเงินกู้ 200,000 บาท จ่าย 12,400 บาท วงเงินกู้ 300,000 บาท จ่าย 18,600 บาท วงเงินกู้ 400,000 บาท จ่าย 24,800 บาท วงเงินกู้ 500,000 บาท จ่าย 31,000 บาท และวงเงินกู้ 600,000 บาท ต้องจ่ายเบี้ยประกัน 37,200 บาท นั้น โดยแท้จริงแล้วมีความจำเป็นจะต้องบังคับให้สมาชิก ช.พ.ค.ผู้กู้ทุกคนทำประกันหรือไม่? การกู้เงินของสมาชิก ช.พ.ค.ในโครงการนี้มีความเสี่ยงในการชำระหนี้คืนมากมายเชียวหรือ?

ในเมื่อสมาชิก ช.พ.ค.ผู้กู้ทุกคนต้องมีหนังสือยินยอมให้หักเงินสงเคราะห์ ช.พ.ค.เมื่อเสียชีวิต ซึ่งปัจจุบันจะได้รับ 690,000 บาท อีกทั้ง ต้องมีบุคคล หรือหลักทรัพย์วางค้ำประกันเงินกู้ นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขการชำระเงินกู้โดยหักเงินเดือน ณ ที่จ่ายส่งคืนให้กับธนาคารออมสินด้วย หรือผู้กู้ และผู้ค้ำประกันต้องทำหนังสือยินยอมให้หักเงินในบัญชีเงินเดือน หรือเงินบำนาญที่ทางราชการจ่ายให้ หรือผู้กู้ และผู้ค้ำประกันต้องทำหนังสือยินยอมให้หักเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร

ดังนั้น จึงยิ่งมีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์มากขึ้น เมื่อผู้บริหารธนาคารออมสิน และ สกสค.เพิ่งออกมาชี้แจงภายหลังเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า การบังคับให้สมาชิก ช.พ.ค.ผู้ยื่นกู้ทุกคนต้องทำประกันชีวิตเพื่อประกันสินเชื่อกับบริษัทประกันนั้น มีเรื่องค่าคอมมิสชั่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แม้ว่าทั้งผู้บริหารธนาคารออมสิน และ สกสค.จะออกมาประสานเสียงชี้แจงว่า ค่าคอมมิสชั่นดังกล่าวไม่ได้รับมาเป็นตัวเงิน แต่ สกสค.ให้บริษัททิพยประกันภัยนำไปเป็นส่วนลดเบี้ยประกันให้กับสมาชิก ช.พ.ค.ผู้ยื่นกู้ เช่น วงเงินกู้ 600,000 บาท แต่เดิมต้องเสียเบี้ยประกัน 39,800 บาท แต่ได้ส่วนลด 2,600 บาท ทำให้เสียเบี้ยประกันเพียง 37,200 บาท

สมาชิก ช.พ.ค.ยังเพิ่มความสงสัยมากขึ้นในประเด็นของค่าคอมมิสชั่น เมื่อคณะกรรมการ ช.พ.ค.ใน สกสค.มีมติอนุโลมสมาชิก ช.พ.ค.ผู้กู้วงเงินไม่เกิน 300,000 บาท มีสิทธิเลือกไม่ต้องทำประกันก็ได้ หลังจากที่ถูกกระแสสมาชิก ช.พ.ค.คัดค้านเรื่องการบังคับทำประกันชีวิต โดยมองว่ามติดังกล่าวย่อมกระทบกับรายได้ที่จะเข้าบริษัททิพยประกันภัยน้อยลง เพราะในเงื่อนไขการกู้วงเงิน 100,000 บาท จะต้องจ่ายเบี้ยประกัน 6,200 บาท และวงเงินกู้ 200,000 บาท ต้องจ่าย 12,400 บาท จึงแน่นอนว่า ย่อมจะกระทบกับการคิดค่าคอมมิสชั่นตอบแทนให้ในรูปการลดเบี้ยประกันในระดับวงเงินกู้ต่างๆ ดังกล่าวตามไปด้วย จึงสงสัยว่าเหตุใดคณะกรรมการ ช.พ.ค.จึงมีอำนาจตัดสินใจเรื่องนี้ได้ ทั้งที่อำนาจการตัดสินใจน่าจะอยู่ที่บริษัททิพยประกันภัยมากกว่า หรือมีการดำเนินการผ่านโบรกเกอร์หรือไม่?

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์



ส่วนที่ผู้บริหาร สกสค.ให้เหตุผลการบังคับสมาชิก ช.พ.ค.ผู้กู้ต้องทำประกันชีวิตเพื่อประกันสินเชื่อ เพื่อให้ทายาทได้รับเงินสงเคราะห์ ช.พ.ค.เต็มเม็ดเต็มหน่วย 690,000 บาทเมื่อสมาชิก ช.พ.ค.ผู้กู้เสียชีวิตนั้น ถือเป็นความปรารถนาดี แต่ก็มีสมาชิก ช.พ.ค.ผู้กู้จำนวนไม่น้อยที่มองว่าเป็นการใช้อำนาจตัดสินใจแทนมากเกินไปหรือไม่ โดยละเลยความต้องการ และความจำเป็นของสมาชิก ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ต้องการกู้เงินอนาคตก้อนนี้อย่างเต็มวงเงินเพื่อมาลงทุนให้ทายาท เช่น เปิดร้านขายยา อีกทั้ง สมาชิก ช.พ.ค.จำนวนไม่น้อยมีการทำประกันชีวิตกันอยู่แล้วด้วย ซึ่งจำนวนมากก็ทำในโครงการสวัสดิการของ สกสค.อยู่แล้วจึงมองว่าเป็นการซ้ำซ้อน และสูญเสียเงินไปโดยไม่จำเป็นหรือไม่

2.ประเด็นความเหมาะสมของอัตราเบี้ยประกันชีวิตที่เรียกเก็บ ตามระดับวงเงินกู้ตั้งแต่ 6,200-37,200 บาทดังกล่าว เป็นข้อสงสัยของสมาชิก ช.พ.ค.มาโดยตลอดเช่นกันว่า คิดอยู่บนพื้นฐานใด เพราะเรียกเก็บสูงกว่าหลายๆ โครงการ แม้บางโครงการจะกู้จากธนาคารออมสิน และใช้บริการของบริษัททิพยประกันภัยเช่นเดียวกัน เช่น ในโครงการพัฒนาชีวิตครู มีสมาชิก ช.พ.ค.ยื่นกู้วงเงิน 700,000 บาท แต่จ่ายเบี้ยประกันเพียง 20,000 บาท มีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีเท่ากัน และถ้าเป็นเพศหญิงจะเก็บถูกกว่าเพศชายประมาณ 3 เท่า หรือราว 7,000 บาทเท่านั้น หรือล่าสุดมีสมาชิก ช.พ.ค.ได้รับข้อมูลโครงการปล่อยสินเชื่อของธนาคารกรุงไทยให้กับเจ้าหน้าที่ศาลวงเงิน 800,000-1,000,000 บาท แต่จ่ายเบี้ยประกันเพียงปีละ 1,700 บาท

นอกจากนี้ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ และกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ยังชี้ว่าอัตราเบี้ยประกันในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. โครงการ 5 มีพิรุธชัดเจนในตัวเลขเรียกเก็บเบี้ยประกันที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมาเก็บเบี้ยประกันเพียงคนละ 240 บาทต่อเดือน ในวงเงินเอาประกัน 600,000 บาทเท่ากัน ทั้งที่มีสมาชิกน้อยกว่า ช.พ.ค.มากอย่างเทียบไม่ได้ เพียง 1.8 หมื่นคนเท่านั้น

เป็นข้อสงสัยที่ยังไม่นับรวมจากที่มีสมาชิก ช.พ.ค.ชี้ว่า ในโครงการเงินกู้ ช.พ.ค.โครงการ 5 นี้ให้จ่ายอัตราเบี้ยประกันเท่ากันหมดทุกคน ตามระดับวงเงินที่กู้ โดยไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างในอายุผู้กู้ และเพศผู้กู้ ซึ่งแตกต่างไปจากการคิดอัตราเบี้ยประกันโดยปกติทั่วไป

3.ประเด็นเรื่องการหักเงินกู้จำนวน 10,000 บาท ของสมาชิก ช.พ.ค.ผู้กู้ เข้ากองทุนในสำนักงาน สกสค.ที่เรียกชื่อว่า "กองทุนรวมสวัสดิการเพื่อความมั่นคงของสมาชิก ช.พ.ค." นั้น เป็นอีกความไม่เป็นธรรมที่สมาชิก ช.พ.ค.ร้องเรียน เพราะนั่นหมายถึงจำนวนเงินที่สมาชิก ช.พ.ค.ผู้กู้จะต้องชำระดอกเบี้ย MLR ต่อปี (ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2552 MLR เท่ากับ 5.85) ด้วย โดยที่กองทุนนี้ยังไม่มีความชัดเจนอะไรทั้งสิ้น แม้ว่ากลุ่มผู้แทนครูในคณะกรรมการ สกสค.นำโดยนายณรงค์ โภชนจันทร์ จะชี้แจงว่า การหักเงิน 10,000 บาท เข้ากองทุนรวมสวัสดิการเพื่อความมั่นคงของสมาชิก ช.พ.ค.นั้น เงินส่วนนี้ สกสค.จะนำไปลงทุนให้ได้ผลกำไร และจะคืนครูโดยรับประกันดอกเบี้ยร้อยละ 2.5 ต่อเดือน และจะคืนเงินทั้งหมดให้ภายหลังในกรณีที่เสียชีวิต หรือชำระเงินกู้ครบ

แต่ทว่า ผู้บริหารใน สกสค.ซึ่งเป็นฝ่ายปฏิบัติยังตอบได้เพียงว่า "ขณะนี้ สกสค.ได้จัดทำร่างประกาศกองทุนรวมสวัสดิการเพื่อความมั่นคงของสมาชิก ช.พ.ค.เสร็จแล้ว เพื่อออกมารองรับ กำลังรอเสนอเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.ลงนามประกาศจัดตั้งกองทุน โดยได้กำหนดรายละเอียดต่างๆ เอาไว้ เช่น จะมีคณะกรรมการเข้ามาบริหาร มีการเฉลี่ยผลตอบแทนให้กับสมาชิกร้อยละ 2.5 ต่อปี เป็นต้น" ซึ่งเป็นคำตอบที่สะท้อนให้เห็นว่า กองทุนนี้ยังไม่มีอะไรเป็นรูปเป็นร่าง ในขณะที่สมาชิก ช.พ.ค.ที่ยื่นกู้ได้แล้วต้องแบกรับภาระจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ก้อนนี้ไปแล้ว โดยที่ไม่รู้อนาคตเลยว่าจะได้เงินก้อนนี้คืนหรือไม่

จากการประมาณการจำนวนผู้กู้อย่างน้อย 200,000 คน จะถูกหักคนละ 10,000 บาท เข้ากองทุนรวมสวัสดิการเพื่อความมั่นคงของสมาชิก ช.พ.ค.ดังกล่าว จะเป็นจำนวนเงินมหาศาลถึง 2,000 ล้านบาท แล้วใครจะการันตีได้ว่า เงินจำนวนมากมายก้อนนี้จะไม่หายหรือร่อยหรอไปไหน สกสค.มีความเชี่ยวชาญที่จะนำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนให้ได้ผลกำไรจริงหรือ? จะให้หน่วยงานไหนใน สกสค.เป็นผู้รับผิดชอบเงินก้อนโตนี้ หรือว่าให้หน่วยงานที่ชื่อ "สำนักส่งเสริมการลงทุนและหาผลประโยชน์" ที่ สกสค.เพิ่งจัดตั้งขึ้นหมาดๆ ดูแล ซึ่งสมาชิก ช.พ.ค.จะไว้วางใจได้แค่ไหน ในเมื่อนายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.ในฐานะกรรมการสรรหาผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการลงทุนและหาผลประโยชน์ ออกมาชี้แจงเองว่า "การเลือกนายเกรียงศักดิ์ มั่นมะโน มาเป็นผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการลงทุนและหาผลประโยชน์ ซึ่งเคยมีปัญหาในโครงการบ้านคุรุธานี ในสมัยที่เป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.ก่อนหน้านี้นั้น ได้รับคำชี้แจงจากนายเกรียงศักดิ์ว่า มีการตกลงยอมความกับผู้ฟ้องแล้ว แต่หากพบว่ามีข้อเท็จจริงปรากฏที่จะก่อเกิดความเสียหายต่อการปฏิบัติหน้าที่ในภายหลัง ในสัญญาจ้างก็ระบุไว้แล้วว่า จะมีการประเมินผลงานใน 6 เดือน จึงเชื่อว่าคณะกรรมการประเมินคงได้พิจารณาแน่นอน"

ทั้งนี้ มีสมาชิก ช.พ.ค.คาดการณ์ว่า ผู้บริหารใน สกสค.น่าจะมีแผนการใช้เงินก้อนนี้อยู่แล้ว อย่างน้อยน่าจะมีการนำเงินจากกองทุนนี้ไปซื้อโรงแรมใน จ.เชียงใหม่ เพื่อจัดตั้ง ศูนย์พัฒนาครูในภูมิภาคแห่งแรก ตามที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะประเดิมในโอกาสครบรอบสถาปนา สกสค. 6 ปี โดยจะจัดตั้งเป็นลักษณะโรงแรมระดับ 5 ดาว มีห้องจัดสัมมนา และที่พักอาศัยในตัว ทั้งนี้ เนื่องจากสอดคล้องกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เมื่อเร็วๆ นี้มีผู้บริหารใน สกสค.เพิ่งพาทีมไปเจรจาเรื่องซื้อโรงแรม ซึ่งก่อนหน้านี้ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ก็เคยมีผู้บริหารใน สกสค.ไปติดต่อจะซื้อโรงแรมเก่าแห่งหนึ่ง ซึ่งประกาศขายราว 60 ล้านบาท แต่คราวนี้จะไปตกลงจะซื้อจะขายกันในราคาเท่าใดหรือไม่นั้น ต้องติดตาม

4.ประเด็นปัญหาโครงการเชิญชวนเช่าบูชาวัตถุมงคลพระพุทธโสธร "รุ่นเจริญสุข" ของ สกสค. ที่มีการนำไปผูกหักเงินสมาชิก ช.พ.ค.ผู้กู้เป็นค่าเช่าบูชา ซึ่งมีให้เลือก 2 ชุด คือ ชุดบรรจุกล่องกำมะหยี่ขนาดใหญ่ จำนวน 15 องค์ ค่าเช่าบูชาชุดละ 1,999 บาท และชุดบรรจุกล่องกำมะหยี่ขนาดเล็ก จำนวน 9 องค์ ค่าเช่าบูชาชุดละ 999 บาท โดยปรากฏชัดเจนในเอกสารกรอกแบบสรุปการหักเงินจากเงินกู้โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.โครงการ 5 ซึ่งนายวัฒนา วรรณโสภา รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.ได้ชี้แจงภายหลังปรากฏข่าวเรื่องนี้แล้วว่า "ได้สอบถามผู้อำนวยการกลุ่ม ช.พ.ค.แล้วพบว่า เรื่องการให้เช่าบูชาพระพุทธโสธรเป็นโครงการของนายพรนพพล เกตุทอง ที่ปรึกษาสำนักงาน สกสค.ไม่เกี่ยวกับโครงการเงินกู้ ช.พ.ค.แต่อย่างใด เพียงแต่เจ้าหน้าที่ที่จัดทำแบบฟอร์มดังกล่าวรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นำรายการต่างๆ มาไว้ในเอกสารแผ่นเดียวกัน ตนเองจึงได้ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัดทั่วประเทศได้รับทราบแล้วว่า สกสค.ไม่มีนโยบายที่จะบังคับให้สมาชิก ช.พ.ค.ต้องเช่าบูชาพระแต่อย่างใด ดังนั้น สมาชิก ช.พ.ค.สามารถแจ้งคืนวัตถุมงคลเพื่อรับเงินคืนได้ที่ สกสค.จังหวัดทั่วประเทศ"

จากคำชี้แจงดังกล่าวของผู้บริหาร สกสค.ทางสมาชิก ช.พ.ค.มองว่า อาจฟังไม่ขึ้นนัก เพราะถือเป็นความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะเอกสารสำคัญเช่นนี้น่าจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างรอบคอบจากระดับผู้บริหาร สกสค.ที่รับผิดชอบโครงการนี้ หรือแม้แต่น่าจะต้องผ่านการตรวจสอบจากที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.ด้วยซ้ำ หากว่าสื่อมวลชนไม่ตีแผ่หลักฐานเรื่องนี้ออกมา ก็หมายความว่าสมาชิก ช.พ.ค.ที่มายื่นกู้เงินจะต้องถูกหักเงินค่าเช่าบูชาวัตถุมงคลดังกล่าว โดยไม่อาจจะปฏิเสธได้ใช่หรือไม่? แล้วเงินจำนวนมหาศาลที่จะได้รับจากการให้เช่าบูชาวัตถุมงคลในโครงการนี้มีเอกสารหลักฐานการแบ่งสรรรายได้กันอย่างไร จะมีเงินเข้าไปในส่วนใดบ้าง โดยเฉพาะในเมื่อทางมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) ออกมาเปิดเผยว่า มีการแอบอ้างชื่อ มมร.โดยไม่ได้รับอนุญาต ในวัตถุประสงค์การจัดสร้างที่ระบุว่าเพื่อนำรายได้ถวายให้ มมร.

หน้า 22
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01edu01080752&sectionid=0107&day=2009-07-08

--
  ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://ilaw.or.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คลังบทความของบล็อก

ผู้ติดตาม