เชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างสรรค์กฎหมายเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน

ร่วมสร้างกฎหมายกับไอลอว์
Blognone Bookmark and Share

07 กรกฎาคม 2552

จาก"ชิมไปบ่นไป" ถึง"ถือหุ้นไป....เสียวไป" บรรทัดฐานใหม่ของการเมืองไทย

บทความ : จาก ชิมไปบ่นไป ถึง ถือหุ้นไปเสียวไป บรรทัดฐานใหม่ของการเมืองไทย
 

วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11430 มติชนรายวัน

๐๐๐๐๐


จาก"ชิมไปบ่นไป" ถึง"ถือหุ้นไป....เสียวไป" บรรทัดฐานใหม่ของการเมืองไทย


โดย อภิชาติ ดำดี อดีต : ว่าที่ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดกระบี่ 2549 : สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550

*****


ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบการเมืองไทยอันเนื่องมาจากการใช้รัฐธรรมนูญ 50 ผู้เขียนเองเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญ 50 เช่นกัน

กล่าวคือ ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่จังหวัดกระบี่ในสมัยที่ผ่านมาได้ เนื่องจากพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองมาแล้วยังไม่เกินห้าปี อันเป็นลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา 115 (6)

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 50 ด้วยมิใช่หรือ ทำไมจึงไม่เคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องสิทธิให้กับตัวเองในขณะที่เป็น ส.ส.ร.

เหตุผลก็คือประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ผู้เขียนมีส่วนได้เสียโดยตรง จึงไม่อยู่ในวิสัยที่จะร่างกติกาโดยเอาประโยชน์ทางการเมืองของตัวเองเป็นตัวตั้ง

การทำหน้าที่ของผู้เขียนในฐานะ ส.ส.ร. 50 จึงมุ่งเน้นไปที่การผลักดันเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (มาตรา 83), ภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทย มาตรา 86 (2) และสื่อสาธารณะ มาตรา 49 อันเป็นเรื่องของประโยชน์สาธารณะมากกว่าเรื่องอนาคตทางการเมืองของตัวเอง

เมื่อรัฐธรรมนูญ 50 ได้รับการลงประชามติจากประชาชนทั่วประเทศโดยเสียงข้างมาก ก็มีผลบังคับใช้ในฐานะกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ ที่มีผลบังคับใช้ต่อคนไทยทุกคนโดยเสมอหน้ากันหมด

ในฐานะผู้มีส่วนในการร่างกติกาอย่างผู้เขียนด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องปฏิบัติตามกติกาโดยเคร่งครัด เพื่อเป็นบรรทัดฐานของสังคมในการเคารพและปฏิบัติตามกติกาที่ได้ตกลงร่วมกัน

ผู้เขียนจึงต้องยอมรับข้อจำกัดทางการเมืองของตัวเองตามกติกาใหม่นี้โดยดุษณี และได้ใช้เวลาในช่วงที่ไม่อาจทำงานทางการเมืองได้ด้วยการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม มีความสุขกับการทำงานด้านภูมิปัญญา และมีเวลาสำหรับการแสวงหาความสุขสงบภายในมากขึ้น

ขณะนี้กำลังมีประเด็นร้อนตามรัฐธรรมนูญ 50 ที่อาจมีผลกระทบต่อสถานภาพของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง ส.ว.และ ส.ส.จำนวนหลายท่าน ในเรื่องการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามมาตรา 265 ดังที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วว่า กกต.ได้มีมติโดยเสียงข้างมากและยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานภาพของ ส.ว.และกำลังพิจารณาในประเด็นเดียวกันนี้กับ ส.ส.จำนวนหนึ่ง ที่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน

รวมทั้ง การถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์หรือโทรคมนาคม อันเป็นการกระทำต้องห้ามตามมาตรา 48 ด้วยเช่นกัน

จากหนังสือ "เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550" โดย คณะกรรมาธิการวิสามัญบันทึกเจตนารมณ์ จดหมายเหตุ และตรวจรายงานการประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีบันทึกเจตนารมณ์ ของมาตรา 265 ไว้ว่า

เจตนารมณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา คู่สมรส บุตร และบุคคลอื่นซึ่งมิใช่คู่สมรสและบุตรที่ดำเนินการในลักษณะผู้ถูกใช้ ผู้ร่วมดำเนินการหรือผู้ได้รับมอบหมายให้กระทำการ

ทั้งยังได้ให้อรรถาธิบายเพิ่มเติมว่า การได้หรือการเสียประโยชน์ฝ่ายหนึ่งย่อมได้แก่การเสียหรือได้ประโยชน์อีกฝ่ายหนึ่ง เช่นนี้เรียกว่า "ผลประโยชน์ขัดกัน" ซึ่งจะก่อให้เกิดสถานการณ์ขาดจริยธรรมยากต่อการตัดสินใจ ทำให้ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์สาธารณะ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งคำนึงถึงประโยชน์ส่วนตัวของตนมากกว่าประโยชน์สาธารณะ การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่จึงขัดกันในลักษณะที่ผลประโยชน์ส่วนตนได้มาจากการเสียไปของประโยชน์สาธารณะ

จะเห็นได้ว่าสาระสำคัญของมาตรานี้ไม่ได้อยู่ที่ถือหุ้นประเภทใด หรือถือหุ้นเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด แต่อยู่ที่การถือหุ้นนั้นทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งอาจใช้อำนาจหน้าที่ตัดสินใจไปในทางที่ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตัวและเสียไปซึ่งประโยชน์สาธารณะ

เพื่อป้องกันความขัดกันแห่งผลประโยชน์ดังกล่าวนี้จึงบัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ต้องตัดสินใจเพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องละเว้นเสียซึ่งการถือหุ้นอันเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว

ประเภทของหุ้นที่ถือ หรือจำนวนของหุ้นที่ถือ ก็มิได้เป็นข้อยกเว้นจากสภาพบังคับดังกล่าว

เมื่อปีที่แล้วได้มีกรณีศึกษาในเรื่องการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ 50 เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช สิ้นสุดลง เพราะมีการกระทำอันต้องห้าม ตามมาตรา 267 ที่บัญญัติไว้ว่า ให้นำบทบัญญัติมาตรา 265 มาใช้บังคับกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีด้วย เว้นแต่เป็นการดำรงตำแหน่งหรือดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และจะดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใดก็มิได้ด้วย

ครั้งกระนั้น ฟากฝั่งของผู้ที่รักชอบนายสมัครได้สื่อสารกับสังคมด้วยวาทกรรมง่ายๆ ว่า "ทำกับข้าวโดนปลด" ทำให้ผู้คนไม่น้อยเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กๆ ของการเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ "ชิมไปบ่นไป","ยกโขยงหกโมงเช้า" ไม่น่าจะมีผลถึงขนาดต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลายส่วนในสังคมไทยเลยมองข้ามเรื่อง "การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์" นี้ไป

แต่ประเด็นสำคัญที่ทำให้นายสมัคร สุนทรเวช หลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็คือ การวินิจฉัยว่านายสมัครเป็นลูกจ้างของบริษัทผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ดังกล่าว ดังปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญบางตอนว่า

"...คำว่า "ลูกจ้าง" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 จึงมีความหมายกว้างกว่าคำนิยามของ กฎหมายอื่น โดยต้องแปลความตามความหมายทั่วไป ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ได้ให้ความหมายของคำว่า "ลูกจ้าง" ว่าหมายถึง "ผู้รับจ้างทำการงาน ; ผู้ซึ่งตกลงทำงาน ให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร" โดยมิได้คำนึงว่าจะมีการทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร หรือไม่ หรือได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าจ้าง สินจ้าง หรือค่าตอบแทนในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินอย่างอื่น หากมีการตกลงเป็นผู้รับจ้างทำการงานแล้ว ย่อมอยู่ในความหมายของคำว่า "ลูกจ้าง" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 ทั้งสิ้น

มิฉะนั้น ผู้เป็นลูกจ้าง รับค่าจ้างเป็นรายเดือนในลักษณะสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ก็สามารถทำงานต่อไปได้โดยเปลี่ยนค่าตอบแทนจากค่าจ้างรายเดือนมาเป็นสินจ้างตามการงานที่ทำ

เช่น แพทย์ก็เปลี่ยนจากเงินเดือนมาเป็นค่ารักษาตามจำนวนคนไข้ ที่ปรึกษากฎหมายก็เปลี่ยนจากเงินเดือนมาเป็นค่าปรึกษาหรือค่าทำความเห็น เป็นรายครั้ง ซึ่งก็ยังมีความผูกพันในเชิงผลประโยชน์กันอยู่ระหว่างเจ้าของกิจการกับผู้รับทำงานให้ เห็นได้ชัดเจนว่ากฎหมายย่อมไม่มีเจตนารมณ์ให้หาช่องทางหลีกเลี่ยงบทบังคับกันได้โดยง่ายเช่นนั้น..."

จากคำวินิจฉัยดังกล่าว จึงเห็นได้ว่าการใช้และตีความบทบัญญัติตามมาตรา 267 นั้นมุ่งรักษาเจตนารมณ์ของการป้องกันการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นสำคัญ

กรณีศึกษาเรื่องนี้จึงมิใช่เรื่องเล็กๆ แค่ "ทำกับข้าวแล้วโดนปลด" แต่อย่างใด และยังได้ปรากฏเป็นบรรทัดฐานครั้งสำคัญสำหรับการใช้และตีความบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ 50 ต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ อันประกอบด้วยมาตรา 265, 266, 267, 268 และ 269

ผู้เขียนไม่ได้มีความรักความชังเป็นการส่วนตัวกับนายสมัคร หรือ ส.ว.,ส.ส.ที่ กกต.กำลังดำเนินการตามข้อร้องเรียนในเรื่องนี้แต่อย่างใด แต่ที่ยกทั้งสองกรณีนี้ขึ้นมาเทียบเคียงเพราะเห็นเป็นหลักการเรื่องการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์เรื่องเดียวกัน, มีลักษณะของการได้รับผลตอบแทนอันเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวจากบริษัทที่แสวงหากำไรเหมือนกัน (ไม่ว่าจะในฐานะลูกจ้างหรือผู้ถือหุ้นก็ตาม)

แล้วก็มีวาทกรรมที่คล้ายๆ กับ "อะไรกัน...ทำกับข้าวแค่นี้ ต้องโดนปลดจากนายกฯเชียวเหรอ" เช่น "ถือหุ้นแค่นิดเดียวเอง", "หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ใครๆ เขาก็ถือกันทั้งนั้น","นักการเมืองถือหุ้นอะไรไม่ได้เลยเหรอ","แค่ถือหุ้น...ไม่ได้คดโกงประเทศซักหน่อย" และที่ต้องตกเป็นจำเลยของนักการเมืองอีกแล้วก็คือ "เพราะรัฐธรรมนูญ 50 นี่แหละ จึงได้เป็นอย่างนี้"

ได้ยินวาทกรรมง่ายๆ อย่างนี้ชวนให้หลายคนคล้อยตาม จนลืมตั้งคำถามว่าถ้านักการเมืองมีความผูกพันเชิงผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แล้วต้องตัดสินใจทางบริหารหรือทางนิติบัญญัติในเรื่องที่บริษัทนั้นมีส่วนได้เสีย จะแน่ใจได้อย่างไรว่านักการเมืองจะไม่ตัดสินใจไปในทางที่ให้บริษัทนั้นๆ ได้ประโยชน์ อันอาจทำให้ประโยชน์สาธารณะได้รับความเสียหายได้

โดยกติกาตามรัฐธรรมนูญ 50 นักการเมืองซึ่งปรารถนาจะอาสาตัวเข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ จึงต้องปลดวางผลประโยชน์ส่วนตัวก่อนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ตัดใจและทำใจให้ได้กับการไม่ได้ถือหุ้นหรือเป็นลูกจ้างตามลักษณะที่กำหนดไว้เป็นข้อห้าม (เพราะกฎหมายก็ไม่ได้ห้ามหมดในทุกลักษณะ) ดำเนินชีวิตให้ได้ด้วยเงินเดือน (ประมาณ 104,000 บาท/เดือน) และสวัสดิการของ ส.ส.,ส.ว.อันเป็นผลตอบแทนตามฐานะอันควร

ถ้านักการเมืองทำได้ตามกติกานี้ ผู้เขียนมั่นใจว่าปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน, ออกกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตัวเองหรือพวกพ้อง ย่อมจะลดน้อยถอยลง เพราะมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น การจัดสรรทรัพยากรในสังคมก็จะมีความเป็นธรรมมากขึ้น การแข่งขันเสรีและความเป็นธรรมทางการค้าก็จะเป็นที่น่าเชื่อถือมากขึ้น

ที่สำคัญนักการเมืองจะเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เป็นแบบอย่างของผู้เสียสละเพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นที่ยกย่องชื่นชมของประชาชน หลุดพ้นจากภาพลักษณ์ในวังวนเดิมๆ ดังที่เคยมีผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนออกมาว่า ผู้ที่ทำร้ายประเทศไทยมากที่สุดคือนักการเมือง

กรณีศึกษาว่าด้วย "การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์" ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ จึงเป็นอีกวาระหนึ่งที่ประชาชนต้องให้ความสนใจในรายละเอียดให้มากพอๆ กับการติดตามข่าวคราวของแพนดาน้อย

นี่คือโอกาสที่สังคมไทยจะได้ศึกษาทำความเข้าใจกับกติกาใหม่ให้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น, เปิดเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้, และถกแถลงร่วมกันเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการเมืองไทย

------------------------------------------------------------------------------------------------------

 


--
  ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://ilaw.or.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คลังบทความของบล็อก

ผู้ติดตาม