เชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างสรรค์กฎหมายเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน

ร่วมสร้างกฎหมายกับไอลอว์
Blognone Bookmark and Share

08 ตุลาคม 2552

[Food not Bombs Thailand] FW: "รวมพลคนรักเช" ครั้งที่ 2 - 9 ตุลาคม 2552 19.00 น. ณ ร้าน Moonshine Bar ถนนพระอาทิตย์



 
From: fareedah p.prakarapho <individualism_aha@live.com>
Date: ต.ค. 8, 2009 6:07 หลังเที่ยง
Subject: [Food not Bombs Thailand]  "รวมพลคนรักเช" ครั้งที่ 2 - 9 ตุลาคม 2552 19.00 น. ณ ร้าน Moonshine Bar ถนนพระอาทิตย์
To: 

 

 

รวมพลคนรักเช (Che Guevara)



"รวมพลคนรักเช" (ครั้งที่ 2)


9 ตุลาคม 2552 19.00 น.

ณ ร้าน Moonshine Bar ถนนพระอาทิตย์

ครบรอบ 42 ปี การเสียชีวิตของ เช กูวารา Che Guevara นักปฏิวัติ

9 ตุลาคม 2510(1967) - 9 ตุลาคม 2552(2009)


"เอาเชมาโชว์"
 ใส่สัญลักษณ์ "เช" มาแสดงตัว

มารู้จักเพื่อนพ้องน้องพี่ครอบครัวเดียวกันในโลกใบใหญ่
พบปะสังสรรค์พูดคุยกันอย่างเรียบง่าย
มาร่วมฟังเพลงเกี่ยวกับเช อุดมการณ์แบบเชๆ

ร่ำดื่มสุรา-อาหารตามสบายแล้วแต่สตางค์มี


วันสังหารเช กูวารา คือวันนับถอยหลังความตายของทุนนิยม

Organize By YPD and Moonshine bar
www.oknation.net/blog/ypd
 
ลดราคาจากร้านฟรี 10% สำหรับเพื่อนเช

ศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2552, 19.00-23.00 น.  

                                              ร้าน Moonshine Bar ท่าพระอาทิตย์ ตรงข้าม Unicef

            เรื่องเล่าของวีรบุรุษของคนหนุ่มสาวร่วมสมัย ที่ยังคงขลังและตราตรึงไม่เสื่อมคลาย สำหรับคนหนุ่มสาวค่อนโลกแล้ว เช กูวารา คือวีรบุรุษในดวงใจของใครหลายคนไม่มากก็น้อย ตั้งแต่ฮิปปี้อเมริกาต่อต้านสงครามเวียดนาม ถึงกระทั่งขบวนการนิสิตนักศึกษาประชาชนไทยในการปฏิวัติ 2516 รวมถึงคนหนุ่มสาวร่วมสมัยในปัจจุบัน ตั้งแต่แผ่นดินละตินอเมริกาถึงชายฝั่งเอเชีย-แปซิฟิค 

            ภาพของเขาผ่านการก๊อปปี้ครั้งแล้วครั้งเล่า.. เรื่องราวของเขาถูกเล่าผ่านนานนับไม่ถ้วน..

            เขาผู้ไม่ยินยอมค้อมหัวให้อำนาจเผด็จการฟาสซิสต์ป่าเถื่อนและจักรวรรดินิยมอเมริกา เขาผู้จากบ้านมาแต่ไกลเพื่อปลดปล่อยประเทศคิวบาจนได้รับชัยชนะ ทั้งยังทิ้งลาภยศสรรเสริญมุ่งหน้าสู่โบลิเวีย เพื่อร่วมกองทัพปลดปล่อยประชาชนจนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต เมื่อโดนกองกำลังทหารรัฐโบลิเวียร่วมมือกับ CIA จับกุมตัวเขาไว้ได้ ..

            ด้วยความเป็นวีรบุรุษของฝ่ายซ้ายทั่วโลกในขณะนั้น ศัตรูถึงกลับตัดมือและเท้าของเขาเพื่อทำลายร่องรอยของศพ และฝังกลบสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เยี่ยงวีรบุรุษของเขาให้โลกลืม,..
            แต่กระนั้น 30 ปีให้หลัง ศพของเขาก็ถูกค้นพบ..


"หากท่านตัวสั่นเทาเมื่อเห็นความอยุติธรรม  ท่านคือเพื่อนของเรา..."
 Ernesto Che Guevara



ประกวดเสื้อ เช กูวารา ที่สวยที่สุดในงาน...
สำหรับใครที่ใส่เสื้อสัญลักษณ์เชที่สวย เท่ ที่สุดในงาน จะได้รับรางวัลพิเศษจากทางร้านและผู้จัด
(สงวนสิทธิ์การตัดสินเป็นทัศนะคติของผู้จัด)

 

 

 











เรื่องราวของเช กูวารา

http://www.oknation.net/blog/talkwithMetha/2007/05/07/entry-1

 

ภาพบรรยากาศงาน รวมพลคนรักเช - 40th years Che Guevara

ภาพบรรยากาศงาน
40th years Che Guevara
9 October, 2007
ที่ Moonshinebar พระอาทิตย์ ตรงข้าม Unicef


หน้าทางเข้าร้าน..


หนังสือ เช เกวาราของธเนศ วงศ์ยานนาวา และกนกพงษ์ สงสมพันธุ์


เช เกวารา เมืองไทย หน้าตาไม่เป็นรองเชตัวจริง..


ลงทะเบียนก่อนเข้าร่วมงาน





วงสลึง มหิดล ร่วมร้องเพลงในบรรยากาศกันเอง.. (แต่ปีนี้ไม่มีดนตรี)



แก๊งค์เช เกวารา มาจากทั่วทุกสารทิศ


Bob ขอแอบหล่อหน่อยพี่...



Cheers Che, (ยืน-กลาง) พี่เอฟ เจ้าของร้าน รุ่นพี่ค่ายนิเทศ จุฬาฯ แต่หน้าโหดสุดๆ



ผู้มาเยือน... ด้านหลัง แก๊งค์เกษตรฯ + เทพศิรินทร์ รุ่นไหนหว่า?...


พี่แอ้ว เจ้าของร้าน(อีกคน)คนสวย...



ขออีกรูปเถอะครับ... แน่ะ มีกำหมัดด้วย..



วันนั้น มีนิสิต นักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัยหลายคนมาร่วมด้วย,


Carlos Puebla - "Hasta siempre comandante" (1965)

Aprendimos a quererte
desde la histуrica altura
donde el sol de tu bravura
le puso cerco a la muerte
Estribillo:

Aquн se queda la clara
la entraсable transparencia
de tu querida presencia
comandante Che Guevara

Tu mano gloriosa y fuerte
sobre la historia dispara
cuando todo Santa Clara
se despierta para verte

Estribillo: ...
Vienes quemando la brisa
con soles de primavera
para plantar la bandera
con la luz de tu sonrisa
Estribillo: ...
Tu amor revolucionario
Te conduce a nueva empresa
Donde espera la firmeza
De tu brazo libertario
Estribillo: ...
Seguiremos adelante
Como junto a tн seguimos,
Y con Fidel te decimos:
Ўhasta siempre comandante!
Estribillo: ...


น้องจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมฯ ลาดกระบัง แฟนคลับเช ตัวจริง ตอบได้ทุกอย่าง...


3 สหาย อดิศร เกิดมงคล, เมธา มาสขาว, นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ (จากซ้าย)


ปีเตอร์ ไทยโพสต์, น็อต เพื่อนสนิท นิเทศ จุฬาฯ, พี่วัท มหาดไทย จากเครือเนชั่น


หญิงสาวจากแพทย์ศาสตร์ ศิริราช คว้าเสื้อประมูลจาก IUSY ไปครอง


บรรยากาศในงาน..


รวมพลคนรักเช ใครเท่ห์กว่ากัน...


 






























Windows Live: อัปเดตเกี่ยวกับตัวคุณให้เพื่อนรู้ เรื่องราวบนโลกออนไลน์ของคุณ
--~--~---------~--~----~------------~-------~--~----~
You received this message because you are subscribed to the Google Groups "Food not Bombs Thailand" group.
To post to this group, send email to food-not-bombs-thailand@googlegroups.com
To unsubscribe from this group, send email to food-not-bombs-thailand+unsubscribe@googlegroups.com
For more options, visit this group at http://groups.google.com/group/food-not-bombs-thailand?hl=en
-~----------~----~----~----~------~----~------~--~---
 



--
ขอเชิญอ่าน  blog.Thank you so much.
chan
http://integration9.blogspot.com/ integration
http://sundara21.blogspot.com/      sandara
http://same111.blogspot.com/        culture
http://sea-canoe.blogspot.com/      seacanoe
www.pil.in.th

กลุ่มสื่อใหม่ตั้ง "ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย" จวกสื่อหลักสมประโยชน์อำมาตย์

กลุ่มสื่อใหม่ตั้ง “ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย” จวกสื่อหลักสมประโยชน์อำมาตย์

 

เว็บไซต์ไทยอีนิวส์ รายงานว่า สื่อที่เรียกตนเองว่า “สื่อฝ่ายประชาธิปไตย” ได้รวมตัวกันก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย (Thai freedom press club-TFPC) เพื่อ ร่วมมือกันผลิตสื่อที่มีแต่ความจริง ไร้การบิดเบือนสู่ประชาชน และตอบโต้การนำเสนอข้อมูลข่าวสารโฆษณาชวนเชื่อที่บิดเบือนขาวเป็นดำ (black propaganda) หรือการสร้างกระแสข่าวให้ประชาชนเกิดความไขว้เขวสับสนออกไปจากสถานการณ์ที่แท้จริงของประเทศ (wag the dog) ของบรรดาสื่อกระแสหลักที่ละเลยจุดยืนของการทำหน้าที่สื่อที่เป็นกลาง และสื่อที่ขาดจรรยาบรรณในวิชาชีพ

การประชุมของผู้แทนสื่อมากกว่า 50 รายมีขึ้นที่ที่ทำการชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 27ก.ย. โดยมีผู้แทนจากหลายสื่อเช่น นิตยสารแนวร่วมRED คอลัมนิสต์ ประจำหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการข่าวโทรทัศน์ ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการข่าววิทยุ รวมทั้งเว็บไซต์ต่างๆ ของ “ฝ่ายประชาธิปไตย” เช่น ไทยอีนิวส์ (http://www.thaienews.blogspot.com) เสรีชน (www.serichon.com) นปช.USA (www.norporchorusa.com) นิวสกายไทยแลนด์ (www.newskythailand.com) ประชาชนไทย (www.prachachonthai.com) ไทยเสรี (www.thaiseri.net) คนไทยUS (www.khonthaius.com) ความจริงวันนี้ (www.todayfact.tv) คนไทย (www.khonthai.org) พลังประชาธิปไตย (www.powerdmc.org) แดงนนท์ (www.rednon.org) นปช.พัทยา (www.norporchorpattaya.worldpress.com) หนังสือพิมพ์เลี้ยวซ้าย และชุมชนออนไลน์ฟ้าเดียวกัน (www.sameskyboard.com) เป็นต้น

ที่ประชุมได้มีมติก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย (TFPC) และได้เลือกตั้งนายไพโรจน์ มิตรประชา บรรณาธิการอำนวยการนิตยสารแนวร่วม RED รายสัปดาห์เป็นประธาน

ประธานของ TFPC กล่าว ว่า สื่อมวลชนกระแสหลักจำนวนมากได้เปลี่ยนจุดยืนจากการสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย ดังที่เคยเป็นมาในอดีตไปอยู่ข้างฝ่ายเผด็จการ ไม่ใช่นักข่าวในสนามมีจิตสำนึกที่ผิดพลาด หรือไร้จรรยาบรรณ หากแต่เป็นเพราะนายทุนสื่อต่างๆ มีผลประโยชน์ต้องรับความอุปถัมภ์ช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆจากฝ่ายเผด็จการ อำมาตย์ที่กุมอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสัมปทานคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ เวลาออกอากาศ งบประมาณโฆษณาจากภาครัฐ การจัดอีเว้นต์ของภาครัฐ เพื่อทำให้องค์กรของตนเองอยู่รอดหรือมีรายได้ ขณะที่ฝ่ายอำมาตย์ที่ยึดกุมอำนาจรัฐ ก็ให้นายทุนสื่อต่างๆ ต้องผลิตงานผ่านสื่อต่างๆ เพื่อรับใช้สนองนโยบายทางการเมืองของตน และให้โจมตีบิดเบือนทำลายความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาชน ฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการสมประโยชน์กันสองฝ่าย

นายไพโรจน์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์ความสมประโยชน์ของสื่อกระแสหลักกับอำมาตย์ได้ดำเนินมาจนเปิดเผย ล่อนจ้อนในช่วงเหตุการณ์สงกรานต์เลือดที่ผ่านมา ซึ่งมีการร่วมมือกันอย่างเข้มข้นจนเอาชนะสงครามข่าวสารได้ ฝ่ายประชาธิปไตยประสบความพ่ายแพ้ลงในระยะนั้นก็เพราะเหตุนี้ ดังนั้น TFPC จึงได้รวมตัวกันจากสื่อของฝ่ายประชาธิปไตย และยินดีเปิดกว้างต้อนรับสื่อกระแสหลักที่อึดอัดกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ มาร่วมมือกันก่อตั้งชมรม เพื่อร่วมกันผลิตสื่อที่เสนอแต่ความจริง ไร้การบิดเบือน และทำหน้าที่ตอบโต้การโฆษณาชวนเชื่อแบบblack propaganda และ wag the dog ดังที่ทำกันอยู่อย่างเข้มข้นในเวลานี้

นายไพโรจน์ ระบุว่า อย่างไรก็ตาม TFPC จะ ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อรับใช้ เชียร์หรือสนับสนุนฝ่ายใดอย่างเข้ารกเข้าพง เช่น หากกลุ่มเสื้อแดงมีการกระทำการที่ผิดพลาดบกพร่อง หรือแกนนำ รวมทั้งอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กระทำการที่ผิดพลาดบกพร่อง ก็ต้องมีการนำเสนอข่าวที่เป็นจริง ไม่มีการบิดเบือน หรือแก้ต่างให้เช่นกัน เพราะTFPCไม่ ได้มีเป้าหมายจะนำเสนอข่าวเอาใจกลุ่มเสื้อแดงเท่านั้น แต่ต้องการนำเสนอข่าวไปยังประชาชนทั่วไป ที่มีใจเป็นกลาง ต้องการความเป็นจริง ไร้การบิดเบือน ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

กิจกรรมของ TFPCเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 27ก.ย. โดยมีการจัดฝึกอบรมให้แก่สมาชิกกว่า 50 ราย จากสื่อประชาธิปไตยต่างๆ โดยการอบรมวิธีการทำข่าว การนำเสนอข่าวที่ถูกต้อง เป็นจริง ไม่บิดเบือน จรรยาบรรณของสื่อเป็นต้น โดยวิทยากรผู้ทำหน้าที่ฝึกอบรม เช่น นายจักรภพ เพ็ญแข ผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์และคอลัมนิสต์ฝ่ายประชาธิปไตย นางวิภา ดาวมณี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายไพโรจน์ บรรณาธิการอำนวยการแนวร่วมRED นาย สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา นายวัฒนะ วรรณ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เลี้ยวซ้าย นายบังสุกุล ผู้บริหารเว็บไซต์ถ่ายทอดสดวิทยุ+ทีวีอินเทอร์เน็ตกว่า20 เว็บไซต์ นายรุ่งโรจน์ วรรณศูทร คอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ และนายสมศักดิ์ ภักดิเดช บรรณาธิการข่าวไทยอีนิวส์ 

นายจักรภพกล่าวในการอบรมตอนหนึ่งว่า TFPCเป็น ความหวังของฝ่ายประชาธิปไตย มีหน้าที่สำคัญเสมือนการเข้าไปถอดรหัสรับดาวินซี่ ร่วมกันเปิดเผยและเปิดโปงภาพฉากหน้าอันฉาบไว้ด้วยความงดงามของระบบอำมาตย์ แต่แท้จริงสกปรกโสมม เป็นอุปสรรคถ่วงรั้งความก้าวหน้าของประเทศชาติ เป็นอุปสรรคของชาวประชาธิปไตย 

นายจักรภพกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้แล้วTFPCยัง เป็นความหวังว่าจะนำความจริงที่ไร้การบิดเบือน ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ กอรปด้วยจรรยาบรรณนำเสนอเผยแพร่ต่อประชาชน โดยไม่ต้องไปพยายามครอบงำความคิดเห็นของสาธารณชน เพียงแต่ข้อเท็จจริงและแนวทางประชาธิปไตยที่ถูกต้องเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือก ก็เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้เผด็จศึกอำมาตย์ได้ในเร็ว วันนี้

ทั้งนี้ ไทยอีนิวส์ระบุด้วยว่า สำหรับผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกของTFPC และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการฝึกอบรมการปฏิบัติงานข่าว การวิเคราะห์ข่าว การนำเสนอข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนและ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อการเขียนเว็บไซต์ เขียนบล็อกข่าว การถ่ายทอดสดวิทยุและโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างง่าย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคมนี้ ให้แจ้งไปที่ freedompress9999@gmail.com หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่www.thaifreedompress.blogspot.com

 
http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26054

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
blog
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.ksmecare.com/docSeminar/520902031848987.pdf
http://www-01.ibm.com/software/th/events/lotusliveevent/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm

วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ - ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ 9 สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์ 9 Wonders of Wat Pho


9 สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์ 9 Wonders of Wat Pho

by : แม็ก (chaiypoon)
Mail to chaiypoon@gmail.com
IP : (118.172.82.116) - เมื่อ : 29/09/2009 11:35 PM

9 สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์ 9 Wonders of Wat Pho



โครงการ Mini Light and Sound เป็น กิจกรรมการแสดงที่เชื่อมโยงกับการนำเสนอแง่มุมทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปะ ประเพณีกล่าวได้ว่าเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยกำหนดจัดขึ้นในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานที่สำคัญได้ทุกโอกาส ทั้งนี้ วัดพระเชตุวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) กรุงเทพมหานคร จะมีลักษณะพิเศษ คือ นักท่องเที่ยวต้องเดินชมการจัดแสดงและเล่าเรื่องราวเป็นจุด ๆ คล้ายกับการแสดงแสงเสียงที่คาร์นัค ประเทศอียิปต์ (Karnak, Eypt)



การจัดแสดง “๙ สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์” ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ - ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ พบกัน

๑. มหัศจรรย์พระพุทธไสยาส

๒. มหัศจรรย์ตำราเวชเชตุพน

๓. มหัศจรรย์มหาเจดีย์สี่รัชกาล

๔. มหัศจรรย์ต้นตำนานสงกรานต์ไทย

๕. มหัศจรรย์มรดกโลกวัดโพธิ์

๖. มหัศจรรย์ตำนานยักษ์วัดโพธิ์

๗. มหัศจรรย์ผ่านภาพรัตนโกสินทร์

๘. มหัศจรรย์วิจิตรพระพุทธเทวปฏิมากร

๙. มหัศจรรย์ต้นตำรับนวดแผนไทย

จัดแสดงทุกวัน รอบละไม่เกิน ๕๐ คน จำนวน ๖ รอบ /วัน (๑๘.๐๐ – ๒๐.๓๐ น.) ดังนี้



รอบที่ ๑ เวลา ๑๘.๐๐ น. (ภาษาไทย)

รอบที่ ๒ เวลา ๑๘.๓๐ น. (ภาษาไทย)

รอบที่ ๓ เวลา ๑๙.๐๐ น. (ภาษาอังกฤษ)

รอบที่ ๔ เวลา ๑๙.๓๐ น. (ภาษาไทย)

รอบที่ ๕ เวลา ๒๐.๐๐ น.(ภาษาอังกฤษ)

รอบที่ ๖ เวลา ๒๐.๓๐ น.(ภาษาไทย)



หมายเหตุ ๑. จำหน่ายบัตรและสำรองบัตรเข้าชมล่วงหน้าได้ ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒



การจำหน่ายบัตรเข้าชม การแสดงเสียงแสง “๙สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์” เวลา ๑๘.๐๐ – ๒๐.๓๐ น.

- คนไทยบัตรใบละ ๕๐ บาท/คน

หรือ ซื้อบัตร ๑๐ คน แถมฟรี ๑ คน

หรือ ราคาเหมาจ่าย ๕๐ คน/รอบ ๆ ละ ๒,๐๐๐ บาท

- ชาวต่างชาติ บัตรละ ๒๐๐ บาท/คน

หรือ ซื้อบัตร ๑๐ คน แถมฟรี ๑ คน

หรือ ราคาเหมาจ่าย ๕๐ คน/รอบ ๆ ละ ๘,๐๐๐ บาท

หมายเหตุ ๑. นักเรียน/นักศึกษาเข้าชมเป็นหมู่คณะ ชมฟรี โดยมีหนังสือติดต่อประสานงานเป็นกรณีพิเศษได้ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)

๒. มัคคุเทศก์เข้าชมฟรี



สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองบัตรเข้าชม ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ ๐๒ – ๒๒๖ ๐๓๓๕, ๐๒ – ๒๒๖ ๐๓๖๙, หรือ โทรสาร ๐๒ – ๒๒๖ ๐๓๗๐ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น.

บริการพิเศษ นวดแผนโบราณตำรับวัดโพธิ์ เปิดบริการทุกวัน สามารถสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองใช้บริการได้ที่หมายเลข โทรศัพท์ ๐๒ – ๒๒๑ ๒๙๗๔ กด ๐, ๐๒ – ๒๒๕ ๔๗๗๑ และ ๐๘๔ – ๒๐๖ ๓๕๘๐ ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ – ๒๑.๓๐ น. จำกัดจำนวน ๔๐ คน/รอบ ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ – ๒๑.๓๐ น. อัตราบริการ ดังนี้

- นวดไทย ๓๐ นาที ราคา ๒๒๐ บาท/ ๑ ชั่วโมง ๓๖๐ บาท

- นวดเท้า ๔๕ นาที ราคา ๓๖๐ บาท

- นวดประคบสมุนไพร ๑ ชั่วโมง ราคา ๔๘๐ บาท



ข้อห้ามในการนวดเท้า

๑.อยู่ในระหว่างเจ็บป่วย

๒.ช่วงมีประจำเดือน

๓.ระหว่างตั้งครรภ์

๔.หลังรับประทานอาหารน้อยกว่า ๑๕ นาที

**************************************



แหล่งข้อมูล :

กองสร้างสรรค์กิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

โทร. ๐๒ – ๒๕๐ ๕๕๐๐ ต่อ ๔๓๖๔



--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
blog
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.ksmecare.com/docSeminar/520902031848987.pdf
http://www-01.ibm.com/software/th/events/lotusliveevent/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm

23 กันยายน 2552

Check out "บรรยากาศ เวิร์กช็อปเด็กสองภาษา 101 รุ่น 1" on หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้



 
จาก: พ่อมือใหม่ <share@go2pasa.ning.com>
วันที่: กันยายน 21, 2009 3:20 หลังเที่ยง
หัวเรื่อง: Check out "บรรยากาศ เวิร์กช็อปเด็กสองภาษา 101 รุ่น 1" on หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้
ถึง:


หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้
หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้
พ่อมือใหม่
Check out the video 'บรรยากาศ เวิร์กช็อปเด็กสองภาษา 101 รุ่น 1'

บรรยากาศ เวิร์กช็อปเด็กสองภาษา 101 รุ่น 1
บรรยากาศ เวิร์กช็อปเด็กสองภาษา 101 รุ่น 1
Video link:
บรรยากาศ เวิร์กช็อปเด็กสองภาษา 101 รุ่น 1

เกี่ยวกับเว็บไซต์ หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้
จากบ้านไม่กี่หลังของผู้เห็นด้วยกับแนวทางสอนภาษาที่สองให้กับลูก โดยใช้วิธีสอนแบบเด็กสองภาษา ทำให้เกิดครอบครัวสองภาษาขึ้นเป็นหมู่บ้านแห่งนี้
หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้ 5110 สมาชิก
7765 รูปภาพ
354 วีดีโอคลิป
2118 กระทู้
6 กิจกรรม
468 เนื้อหาบล็อก
 
To control which emails you receive on หมู่บ้านเด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้, click here



--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
chun
http://tham-manamai.blogspot.com /sundara        
http://dbd-52hi5com.blogspot.com/ dbd_52
http://thammanamai.blogspot.com/ อายุวัฒนา
http://sunsangfun.blogspot.com/ suntu
http://originality9.blogspot.com/ originality
http://wisdom1951.blogspot.com/ wisdom

20 กันยายน 2552

อ่านอะไร เป็นอะไร

วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11517 มติชนรายวัน


อ่านอะไร เป็นอะไร


คอลัมน์ โลกสองวัย

โดย บางกอกเกี้ยน




กลางเดือนหน้าตุลาคม มีงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อีกครั้ง และอีกครั้ง

วันที่4 ตุลาคม เป็นวันออกพรรษา จากนั้นพระสงฆ์จะรอรับกฐิน ทั้งกฐินพระราชทานและที่หน่วยงานขอรับกฐินพระราชทานไปทอดยังวัดหลวง ฝ่ายเอกชนชาวบ้านทั่วไปที่ตั้งองค์กฐินไว้ตั้งแต่ยังไม่ออกพรรษาก็กำหนดวัน ไปทอดกฐินสามัคคี ทำบุญออกพรรษาตามธรรมเนียม

เช้าวันอาทิตย์โน้น ตื่นเช้าเปิดวิทยุหลังแปดโมง เพลงชาติจบแล้ว ได้ยินว่าท่านพระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ) วัดสุทัศน์ฯ เทศนาประจำเช้าวันอาทิตย์นั้น

ฟังเริ่มต้นทราบว่าท่านจะเทศน์ถึงวาระการอ่านหนังสือแห่งชาติของรัฐบาลนี้ ที่นายกรัฐมนตรีเพิ่งจะไปเปิดงานวันก่อนหน้านั้น

ท่านบอก ว่า แท้ที่จริงไม่น่าจะเป็นวาระแห่งชาติ แต่ควรเป็นภาระแห่งชาติ แล้วท่านก็ร่ายสั้นถึงความสำคัญของการอ่านหนังสือ ฟังไปฟังมาชักเข้าท่าที่ท่านบอกว่าไม่อ่านอะไรเป็นอะไรไม่ได้ เชิญสดับ

"ไม่อ่านพระไตรปิฎก เป็นนักปกครองไม่ได้ ไม่อ่านนิทานชาดกในพระสูตร เป็นนักพูดที่ดีไม่ได้ ไม่อ่านพระอภิธรรม เป็นนักกรรมฐานไม่ได้ ไม่อ่านพระอภัยมณี เป็นกวีไม่ได้ ไม่อ่านพระมหาชนก ยกฐานะไม่ได้ ไม่อ่านมโหสถบัณฑิต เป็นนักคิดไม่ได้ ไม่อ่านศรีธนญชัย เป็นเสนาธิการให้ใครไม่ได้ ไม่อ่านสามก๊กให้จบ เป็นนักรบไม่ได้ ไม่อ่านคัมภีรไตรเภท เป็นผู้วิเศษไม่ได้ ไม่อ่านโมรา-กากี เป็นหญิงที่ดีไม่ได้

"ไม่อ่านพงศาวดาร เป็นนักวิชาการไม่ได้ ไม่อ่านประวัติศาสตร์ สร้างชาติ-กู้ชาติไม่ได้ ไม่อ่านบทกวี เป็นนักคิดที่ดีไม่ได้ ไม่อ่านภาษาต่างประเทศ หากินข้ามเขตไม่ได้ ไม่อ่านนวนิยาย เขียนจดหมายเอาดีไม่ได้ ไม่อ่านและท่องหนังสือสวดมนต์ เป็นคนดีไม่ได้ ไม่อ่านพระคัมภีร์ เป็นศาสนิกที่ดีไม่ได้ ไม่อ่านราชาศัพท์ เป็นคนระดับสูงไม่ได้ ไม่อ่านข่าว ก้าวทันโลกไม่ได้ ไม่อ่านรามเกียรติ์ เป็นเซียนชั้นปกครองไม่ได้

"ไม่อ่านนิทานพื้นบ้าน สนิทสนมกับลูกหลานไม่ได้ ไม่อ่านบทวิเคราะห์ เจาะลึกข้อมูลของปัญหาไม่ได้ ไม่อ่านบุคคลสำคัญ คิดงานสร้างสรรค์ไม่ได้ ไม่อ่าน พล นิกร กิมหงวน สร้างความเสสรวลไม่ได้ ไม่อ่านพระบรมราโชวาท เป็นนักปราชญ์และนักปกครองไม่ได้ ไม่อ่านหนังสือนานาชนิด เป็นบัณฑิตไม่ได้ ไม่อ่านหนังสือโต้ตอบทางราชการ ปฏิบัติงานไม่ได้"

ท่านเจ้าคุณพิพิธฯบอกกล่าวถึงการสร้างวินัยกับใจรักการอ่านไว้ 10 ขั้น ที่นำมาเกริ่นนำเป็นขั้นที่ 3

ส่วนขั้นอื่น คือ
ขั้นที่ 1 ต้องฝึกการอ่าน 3 แบบ คือใจจดจ่อ ปากกา-ดินสอจดบันทึก ท่องและนึกทบทวน
ขั้นที่ 2 ถามตนเองเนื่องๆว่า 1 วัน อ่านหนังสือดีมีสาระกี่หน้า 1 สัปดาห์ เข้าห้องสมุดค้นคว้ากี่ครั้ง 1 เดือน จ่ายสตางค์ซื้อหนังสือดีๆ กี่เล่ม
ขั้นที่ 3 คือขั้นสำรวจว่าตนเองอ่านหนังสือ (ที่เกริ่นนำ) หรือยัง
ขั้นที่ 4 ตั้งคำถาม อ่านอย่างไร อ่านอะไร อ่านแล้วจะเอาไปทำอะไร และอ่านที่ไหน
ขั้น ที่ 5 ต้องเขียนเตือนใจตนเองเสมอว่าไม่รักการเรียนรู้ภาษาไทย เป็นอะไรไม่ได้ อ่านภาษาไทยไม่แตกฉาน เป็นนักศึกษา-นักวิชาการไม่ได้
ขั้นที่ 6 ขอให้รู้ในใจตนเองเสมอว่าเขียนหนังสือหนึ่งตัว คือเงินหนึ่งตังค์ กระเป๋าหนังสือที่ถือหรือแบกข้างหลัง คือถังใส่เงินทอง
ขั้นที่ 7 จงรู้แก่ใจตนเองว่าห้องสมุด คือ สุดยอดของที่พักผ่อนหย่อนใจ
ขั้นที่ 8 จงรู้ว่าคบคนที่ดี ต้องคบคนที่เข้าห้องสมุด หาคู่ครองที่ดี ให้หาที่ห้องสมุด หนีเพื่อนชั่ว จงพาตัวเข้าห้องสมุด
ขั้น ที่ 9 จงเตือนใจตนเองว่าถ้าไม่รักการเรียนรู้ จะมีชีวิตอยู่อย่างอับเฉา ถ้าอ่านหนังสือไม่ทันเขา จะต้องเศร้าเพราะอับจน และ
ขั้นที่ 10 จงเก็บหนังสือที่มีค่า เหมือนกับว่าเก็บเพชรทอง เงินทองกองอยู่ข้างหน้า ถ้าเรามีความรู้วิชาเสียวันนี้

ท่านเจ้าคุณพิพิธฯ เป็นพระนักเทศน์ที่ได้รับนิมนต์ไปเทศน์อยู่เนืองๆ ซึ่งกิจของสงฆ์ วันนี้ท่านอยู่ในสมณศักดิ์ "พระราชวิจิตรปฏิภาณ"

มีเวลาไปเสวนาธรรมกับท่านที่วัดสุทัศน์ฯ เสาชิงช้า บ้างนะโยม


หน้า 20
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pra04210952&sectionid=0131&day=2009-09-21

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
blog
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/
http://newsblog9.blogspot.com/
http://bloghealth99.blogspot.com/
http://labour9.blogspot.com/
http://www.ksmecare.com/docSeminar/520902031848987.pdf
http://www-01.ibm.com/software/th/events/lotusliveevent/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html

19 กันยายน 2552

ลูกคุณเป็น "แอสเพอร์เกอร์ซินโดรม" หรือไม่

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 กันยายน 2552 08:28 น.
       ถ้าพูดถึง ”เด็กออทิสติก” คงจะเป็นคำที่คุ้นหูและนึกภาพออกว่ามีลักษณะอาการเป็นอย่างไร แต่ถ้าเอ่ยถึง “แอสเพอร์เกอร์ซินโดรม” (Asperger’s Syndrome) แล้ว หลายครอบครัวอาจไม่คุ้นชิน ขณะที่บางครอบครัวอาจจะต้องรู้จักกับชื่อนี้เป็นอย่างดี
       
       ลักษณะของ “แอสเพอร์เกอร์ซินโดรม” นี้ “นพ.จอม ชุมช่วย” จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ ให้ข้อมูลไว้น่าสนใจว่า เมื่อปี พ.ศ. 2483 มีการรายงานถึงกลุ่มอาการผิดปกติทางพฤติกรรม และพัฒนาการของเด็ก โดยคุณหมอฮานส์ แอสเพอร์เกอร์ (Hans Asperger) เป็นผู้ค้นพบลักษณะของกลุ่มอาการดังกล่าว
       
       คน ไข้ส่วนใหญ่ที่พบ จะเป็นเด็กผู้ชายที่มีความเฉลียวฉลาด และมีระดับสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนด้านภาษาสามารถพูดคุยสื่อสารปกติได้เช่นกัน แต่เด็กเหล่านี้จะมีปัญหาในด้านทักษะการเข้าสังคม ร่วมกับการมีพฤติกรรมหมกมุ่น และมีความสนใจซ้ำซาก จึงตั้งภาวะนี้ว่า “แอสเพอร์เกอร์ซินโดรม” ตามชื่อของเขา
       

       สำหรับสาเหตุของโรคแอสเพอร์เกอร์ นพ.จอม เล่าว่า ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเชื่อว่า มีหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งจากการทำงานที่ผิดปกติของสมอง พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม แต่ยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัด ขณะเดียวกันในปัจจุบันยังไม่มียาใดที่ใช้รักษาอาการเหล่านี้ให้หายเป็นปกติ แต่พบว่าเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ เมื่อได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และให้ความรู้ความเข้าใจกับพ่อแม่ รวมทั้งทางโรงเรียน ในเรื่องการปรับตัว และปรับพฤติกรรมของเด็ก ก็สามารถช่วยให้เด็กอยู่ร่วมในสังคมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
       
       ทั้งนี้ จิตแพทย์เด็ก และวัยรุ่นได้อธิบาย และให้คำแนะนำถึงพฤติกรรม รวมไปถึงลักษณะอาการของเด็กที่เป็นแอสเพอร์เกอร์ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ
       
       1. ด้านภาษา คือ เด็กกลุ่มนี้ จะมีการพูด และทักษะการใช้ภาษาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งเด็กอาจพูดถูกหลักไวยากรณ์ แต่ไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาที่ลึกซึ้ง หรือความหมายโดยนัยที่แฝงอยู่ เช่น มุกตลก คำเปรียบเปรย และคำประชดประชันต่างๆ เป็นต้น

       2. ด้านสังคม จะสังเกตได้ว่าเมื่อเด็กต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ อาจมีพฤติกรรมการแสดงออกที่ดูแปลกกว่าเด็กวัยเดียวกัน เช่น ไม่ค่อยมองหน้า หรือสบตาเวลาพูดคุย ชอบแยกตัวอยู่คนเดียว ไม่ค่อยสนใจบุคคลรอบข้าง เล่นกับเด็กคนอื่นไม่ค่อยเป็น ไม่รู้จักการทักทาย พอเจอปุ๊บอยากถามอะไร อยากรู้อะไรก็จะพูดโพล่งออกมา ไม่มีการเกริ่นนำ ถามเรื่องที่สนใจโดยไม่เสียเวลา และไม่ค่อยรู้จักกาลเทศะ เรื่องที่พูดคุยมักเป็นเรื่องของตนเองมากกว่าเรื่องอื่นๆ ไม่แสดงความใส่ใจ หรือสนใจเรื่องราวของคนอื่น ขาดความเข้าใจหรือเห็นใจผู้อื่น และมักชอบพูดซ้ำๆ เรื่องเดิมๆ ที่ตนเองสนใจ
       
       3. ด้านพฤติกรรม เด็กจะมีความสนใจเฉพาะเรื่อง และชอบทำอะไรซ้ำๆ เช่น ถ้าเขามีความสนใจอะไรก็จะสนใจมากจนถึงขั้นหมกมุ่น โดยเฉพาะกับเรื่องที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน และอาจเป็นเรื่องที่คนอื่นไม่สนใจ เช่น แผนที่โลก วงจรไฟฟ้า ยี่ห้อรถยนต์ ดนตรีคลาสสิค ไดโนเสาร์ ระบบสุริยจักรวาล เป็นต้น โดยความสนใจเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา ในบางรายมีความไวต่อสิ่งเร้าที่มาจากภายนอกค่อนข้างมากกว่าคนทั่วไป
       
       อย่าง ไรก็ดี นพ.จอม ระบุต่อว่า โดยทั่วไป เด็กที่มีภาวะดังกล่าว จะมีสติปัญญาดี มีความสามารถในการช่วยเหลือตนเองในเรื่องต่างๆ ที่ต้องทำในชีวิตประจำวันอยู่ในขั้นพอใจ ซึ่งบางคนอาจมีปัญหาสมาธิสั้น หรือปัญหาการจัดลำดับเรื่องราวต่างๆ แต่โดยรวมแล้วเด็กเหล่านี้จะมีระดับสติปัญญาที่เป็นปกติ หรืออาจจะดีกว่าปกติด้วยซ้ำ

       กระนั้น ครอบครัวถือว่ามีบทบาทสำคัญที่ต้องช่วยกันดูแล รวมทั้งต้องทำความเข้าใจกับปัญหา และศึกษาวิธีแก้ไขปัญหา เรียนรู้ทักษะต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน หากเด็กได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ทั้งในการพัฒนาด้านสังคม และพฤติกรรม เด็กจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขต่อไป
       
       นอกจากนี้ จิตแพทย์เด็ก ได้ให้ข้อแนะนำสำหรับพ่อแม่ในการช่วยเด็กที่มีภาวะเป็นแอสเพอร์เกอร์ซินโดรม อย่างเหมาะสม ดังนี้
       
       - พ่อแม่ควรเล่นกับเด็ก โดยเอาความสนใจของเด็กเป็นที่ตั้ง แล้วค่อยๆ ขยายความสนใจเหล่านั้นไปในแง่มุมอื่นๆ โดยมีเป้าหมายที่จะแบ่งปันความสนใจ และอารมณ์ซึ่งกันและกัน
       
       - สนทนากับเด็กด้วยคำง่ายๆ ชัดเจน และถ้าเป็นตัวอย่างก็ควรเป็นสิ่งของในสถานการณ์จริงหรือรูปภาพ จะทำให้เด็กเข้าใจง่าย และเกิดการเรียนรู้ได้เร็ว
       
       - สร้างบรรยากาศในการทำกิจกรรมให้รู้สึกสบายๆ ไม่เครียด มีความอบอุ่นและเป็นกันเอง
       
       - ในการเล่นหรือการเรียนของเด็ก ควรจัดเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อให้เด็กได้คุ้นเคยกับกฎระเบียบของกลุ่มเล็กก่อน ก่อนให้เด็กเข้าในกลุ่มใหญ่
       
       - การใช้คำสั่งกับเด็กต้องมีความสม่ำเสมอ คงเส้นคงวาไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย
       
       - สนับสนุนให้เด็กเข้าเรียนร่วม ช่วยให้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นได้
       
       - สนับสนุนกิจกรรมหลากหลายเพื่อให้เด็กได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อลดความสนใจและความเคยชินที่ซ้ำซาก

       
       พร้อมกันนี้ เมื่อสอบถามไปยังผู้ปกครองของนักเรียนชั้น ป.6 รายหนึ่ง ซึ่งเปิดเผยว่า เมื่อรู้ว่าลูกเป็นโรคแอสเพอร์เกอร์ ยอมรับว่ามีความทุกข์พอสมควร เพราะลูกไม่ชอบเข้าสังคม ไม่พูดคุยกับใคร ไม่ร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ บางทีก็ไม่ยอมส่งการบ้าน ทำให้ถูกครูตี และครูเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กดื้อ ซึ่งจริงๆ แล้วเขาป่วย เด็กแอสเพอร์เกอร์จะมีความอ่อนไหวมาก เวลาที่เขารักใครก็จะรักจริง ชอบทำอะไรก็จะทำแบบสุดโต่ง ดังนั้นจะต้องทำความเข้าใจและช่วยเหลือเขา
       
       “ที่ ผ่านมาตัวเองพยายามดูแลเขาโดยยอมที่จะลาออกจากงาน และกว่าจะเข้าใจลูกก็ใช้เวลานานพอสมควร นอกจากนี้การทำงานร่วมกับครู แพทย์ และโรงเรียนจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะช่วยเหลือเด็กได้ วันนี้พยายามที่จะดึงเอาจุดเด่นๆของเขา คือการเล่านิทานออกมาเพื่อส่งเสริมให้เขาเกิดความภาคภูมิใจ ซึ่งเขาก็ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะเป็นนักเขียนและนักแปลที่มีชื่อเสียงให้ ได้” ผู้ปกครองที่มีลูกเป็นแอสเพอร์เกอร์เล่า
       
       ถึง อย่างไรเสีย “แอสเพอร์เกอร์” ไม่ใช่ภาวะที่รุนแรง แต่เป็นภาวะที่มีผลต่อการแสดงออกทางพฤติกรรม ทางที่ดีการให้ความรักความเข้าใจ และสนับสนุนเด็กอย่างถูกต้องเหมาะสม ทั้งนี้พ่อแม่จะต้องคอยศึกษาหาความรู้ และมีเวลาดูแลลูกอย่างใกล้ชิด เพื่อสังเกตว่า ความถนัด และสิ่งที่เด็กมีความสามารถนั้นคืออะไร แล้วจึงค่อยส่งเสริม
       
       หรือถ้าหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอสเพอร์เกอร์ สามารถปรึกษาจิตแพทย์เด็ก และผู้เชี่ยวชาญได้ที่ โรงพยาบาลมนารมย์ โทร 02-725-9595
www.manarom.com
http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9520000106635

--
Web link
http://www.cloudbookclub.com/about.htm
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://sundara21.blogspot.com/
http://www.educationatclick.com
http://www.pwdom.com/v1/
http://cloudbookclub.blogspot.com
http://blogok09.blogspot.com
http://thairaptorgroup.com/TRG/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=2049
http://www.ias.chula.ac.th/Thai/modules.php?name=NuCalendar

ฟังวิธีแก้ปัญหาการไม่หม่ำข้าว-ผักในเด็กไทย!

ฟังวิธีแก้ปัญหาการไม่หม่ำข้าว-ผักในเด็กไทย!
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 กันยายน 2552 12:56 น.
 
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
       ยุคสมัยนี้ ปัญหาโลกแตกที่สร้างความหนักใจแก่พ่อแม่ยุคใหม่ เห็นทีจะหนีไม่พ้น ปัญหาเด็กไทยกินยาก และไม่กินผัก โดยเฉพาะในส่วนหลัง ผลสำรวจพบว่ามีเพียง 41.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เด็กกินผักทุกวัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้กลายเป็นความกังวลใจแก่พ่อแม่ที่ต่างกลัวว่า ลูกน้อยจะไม่ได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย
       
       เรื่องนี้ "นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี" กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ กล่าวว่า ช่วงวัยเด็กเป็นช่วงเวลาที่สำคัญต่อการเจริญเติบโต เด็กจำเป็นต้องได้รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ แต่ปัญหาที่พบคือ เด็กในช่วงวัยเด็กตั้งแต่ 1 ขวบขึ้นไป มักไม่ชอบกินข้าว หรือกินผัก ทั้งๆ ที่เป็นแหล่งของวิตามิน และเกลือแร่ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย
       
       ไม่ว่าจะเป็น แครอท ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ช่วยในการมองเห็น มะเขือเทศ มีวิตามินซี ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง ผักขม ให้วิตามินเค ช่วยสร้างสารที่ทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือด และแคลเซียมซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูก และฟัน
       
       อย่าง ไรก็ดี เมื่อลูกเกิดอาการเบื่ออาหาร คุณหมอแนะนำว่า คุณแม่ต้องปรับเปลี่ยนเมนูให้ตรงกับความชอบของลูก สำหรับเด็กๆ ที่ไม่ชอบทานผัก อาจจะต้องทำเมนูผักชุบแป้งทอด แล้วจิ้มกับซอสมะเขือเทศ หรือซอสรสหวาน เพื่อให้รสชาติของผักเป็นที่ถูกใจคุณลูกมากขึ้น
       

       ขณะเดียวกันก็ต้องคอยปลูกฝังให้เด็กเห็นความสำคัญของการกินผัก โดยโยงกับตัวการ์ตูนที่เด็กชื่นชอบ แต่ถ้าทำแล้วไม่ได้ผล คุณแม่อาจจะต้องหาอาหารเสริม หรือวิตามินเสริมให้ลูกกิน เพื่อให้เด็กได้รับวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย และไฟเบอร์ช่วยป้องกันอาการท้องผูกที่อาจเกิดขึ้นได้
       
       ด้านปัญหา “พฤติกรรมกินยากของเด็กไทย” โดยเฉพาะเด็กเล็ก ที่ยังคงเป็นปัญหาสำหรับคุณแม่ และคุณพ่อไม่ใช่น้อย สอดรับกับงานวิจัยของสวนดุสิตโพลเรื่อง “พฤติกรรมการกินยากในเด็กเล็ก” ที่ทำการสำรวจกลุ่มเป้าหมายคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 2-6 ขวบ จำนวน 1,148 คน ในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยใช้แบบสอบถามประกอบการสัมภาษณ์ จำนวน 11 ประเด็น ในเดือน กรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมา ผลสรุปออกมาว่า

“รศ.นพ.สังคม จงพิพัฒน์วณิชย์”
       คุณแม่ 85.54 % ป้อนอาหารให้กับลูกด้วยตัวเอง และมีคุณแม่ถึง 61.67 % มีการทะเลาะกับลูกเรื่องการกินข้าวของลูก สำหรับปัญหาที่คุณแม่กังวลมากที่สุด คือ ลูกทานข้าวช้ากว่าจะหมดจานและอมข้าว ซึ่งมี 31.76 % รองลงมาคือ ลูกไม่ชอบกินผัก และผลไม้ 26.53 %
       
       โดยพบสาเหตุหลักว่า อาหารไม่ถูกปากลูก รวมถึงมีสิ่งยั่วยุ เร้าใจอื่นๆ เช่น เล่นกับเพื่อน หรือดูทีวี และยังไม่หิว ด้านวิธีการของคุณแม่ส่วนใหญ่ที่นิยมทำให้ลูกยอมกินข้าว คือ การอ้อนวอน และติดสินบน ซึ่งมีถึง 35 % รองลงมาคือบ่น ดุ 17.88 %
       
       ทั้งนี้ผลกระทบที่คุณแม่คิดว่า ได้รับมากที่สุดจากการที่ลูกกินยาก คือ คุณแม่ 30.58 % อารมณ์เสีย หงุดหงิด รองลงมาคือ 29.27 % มีผลกระทบต่อพัฒนาการลูก รวมไปถึง 22.34 % บอกว่าสิ้นเปลืองเวลา
       
       จากผลวิจัยข้างต้น เป็นการเก็บข้อมูลระยะสั้น แต่สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมการกินยากของเด็กเล็ก ยังคงเป็นปัญหาที่คุณแม่ส่วนใหญ่แก้ไม่ตก ประเด็นนี้ “รศ.นพ.สังคม จงพิพัฒน์วณิชย์” หัวหน้าหน่วยโภชนาการกุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เคยแนะนำกับทีมงาน Life and Family ว่า
       
       คุณ แม่ต้องเข้าใจพัฒนาการของลูกก่อน เพราะลูกวัย 2-6 ขวบ จะกินอาหารได้น้อยลง ซึ่งน้อยว่าตอนอายุ 1 ขวบ ดังนั้นไม่ควรกดดัน หรือบังคับให้ลูกกินอาหาร นอกจากนี้ขณะกินข้าว ไม่ควรให้ลูกกินอยู่หน้าจอโทรทัศน์ หรือกินไปเล่นไป เพราะเด็กในวัยนี้ เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น จะทำให้เด็กหนีห่างจากการกินข้าว เพื่อไปดู หรือเล่นกับสิ่งเร้าเหล่านั้นได้
       

       สิ่ง ที่คุณแม่ หรือคุณพ่อควรระวัง อ้างจากผลงานวิจัย คุณหมอบอกว่า การติดสินบนเพื่อให้ลูกกินข้าว อาจส่งผลเสียต่อเด็กในตอนโตได้ ทางที่ดี ไม่ควรติดสินบนลูก เช่น กินหมดจะซื้อขนมให้ แต่ควรเปลี่ยนวิธีการให้รางวัลทางใจกับลูกแทน เช่น ปรบมือให้เป็นรางวัล นั่นจะทำให้เด็กไม่เคยตัว และต่อรองเวลากินข้าว

http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9520000103259


--
Web link
http://www.cloudbookclub.com/about.htm
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://sundara21.blogspot.com/
http://www.educationatclick.com
http://www.pwdom.com/v1/
http://cloudbookclub.blogspot.com
http://blogok09.blogspot.com
http://thairaptorgroup.com/TRG/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=2049
http://www.ias.chula.ac.th/Thai/modules.php?name=NuCalendar

18 กันยายน 2552

ตามโผ! "ทพ.กฤษดา" นั่ง ผจก.สสส.คนใหม่ คุมเงินก้อนบิ๊ก 2 พันล้าน

ตามโผ! “ทพ.กฤษดา” นั่ง ผจก.สสส.คนใหม่ คุมเงินก้อนบิ๊ก 2 พันล้าน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 กันยายน 2552 17:26 น.
ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์
       ไม่พลิก! “มาร์ค” นั่งหัวโต๊ะเคาะผู้จัดการ สสส.คนใหม่ บอร์ดมีมติเอกฉันท์เลือก “ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์” รับตำแหน่งตามคาดหลังโชว์วิสัยทัศน์เข้าตากรรมการ
       

       เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล ในการประชุมคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน สสส.เป็นประธานในที่ประชุม โดยที่ประชุมได้พิจารณาวาระการสรรหาผู้จัดการกองทุน สสส.คนใหม่ แทนนพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุน สสส.ที่จะหมดวาระลงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 หลังจากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในวาระที่ 2 ซึ่งตามข้อบังคับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพว่าด้วยการบริหารงาน บุคคล พ.ศ.2547 กำหนดให้คณะกรรมการกองทุนแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา เพื่อดำเนินการสรรหาผู้จัดการกองทุนคนใหม่ และเสนอให้คณะกรรมการกองทุนพิจารณาแต่งตั้ง ก่อนผู้จัดการกองทุนจะหมดวาระลงไม่น้อยกว่า 90 วัน
       
       นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานกรรมการสรรหาผู้จัดการกองทุน กล่าวว่า คณะกรรมการสรรหาผู้จัดการกองทุน สสส.ได้รายงานผลการสรรหาให้กับคณะกรรมการกองทุนพิจารณาโดยได้ดำเนินการสรรหา ตามหลักเกณฑ์ของข้อบังคับกองทุน สสส.ทุกประการ ด้วยการประกาศรับสมัครผ่านทางหนังสือพิมพ์และทางเว็บไซต์ ซึ่งพบว่ามีผู้สมัครเข้ามาจำนวน 6 คน และผู้ได้รับการเสนอชื่อจากหน่วยงานอื่นๆ จำนวน 3 คน รวมเป็น 9 คน ซึ่งจากการตรวจสอบคุณสมบัติ พบว่า ล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีคุณสมบัติที่ดี จึงได้นัดหมายให้ผู้สมัครทั้ง 9 คน มาแสดงวิสัยทัศน์ในวันที่ 11-12 กันยายน ที่ผ่านมา แต่พบว่ามีผู้สมัคร 2 คน ไม่สามารถมาได้ จึงใช้วิธีสัมภาษณ์และให้แสดงวิสัยทัศน์ทางโทรศัพท์ภายหลัง
       
       จากนั้นคณะกรรมการสรรหาฯได้ประชุม และลงคะแนนทางลับ พบว่า คณะกรรมการสรรหาฯมีมติเป็นเอกฉันท์ทั้ง 7 คน ลงคะแนนให้กับทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ รองผู้จัดการ สสส.เป็นผู้จัดการกองทุนคนใหม่ จึงเสนอต่อคณะกรรมการกองทุน สสส.พิจารณา ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบตามรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาฯเสนอ
       
       สำหรับประวัติของ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ นั้น เกิดเมื่อวันที่ 14 ส.ค.2508 ปัจจุบันอายุ 44 ปี สำเร็จการศึกษาหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2532 วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต (Computer Science) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2357 และประกาศนียบัตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับ สูง จากสถาบันพระปกเกล้า ในปี 2552 เคยดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ในเดือนมีนาคม 2550 - มกราคม 2551 และดำรงตำแหน่ง รองผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน
       
       ทพ.กฤษดา เป็นผู้มีผลงานวิชาการที่ได้รับการยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์ด้านซอฟต์แวร์ในงานจุฬาไฮเทค จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รางวัล “นักสุขศึกษาดีเด่นแห่งชาติ ระดับนโยบาย” จากสมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และนันทนาการแห่งประเทศไทย การทำงานวิจัยด้านนโยบายสุขภาพให้กับองค์การอนามัยโลก และงานวิจัยด้านนโยบายการเงินให้กับธนาคารโลก
       
       ในด้านประสบการณ์และผลงานการพัฒนานโยบายสาธารณะด้านสังคม ทพ.กฤษดา เป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มและร่วมผลักดันการรณรงค์และมาตรการต่างๆ อาทิ “งดเหล้าเข้าพรรษา” และร่วมวางกลยุทธ์ในการสร้างกระแสสังคม เพื่อให้เกิดการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในระหว่างเวลา 05.00-22.00 น.จนประสบผลสำเร็จ
       
       ทั้งยังเป็นผู้สนใจงานด้านเด็กและเยาวชน มีการดำเนินงานในเรื่องนี้หลายด้าน อาทิ การผลักดันให้เกิดเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน เพื่อรณรงค์ลดการบริโภคน้ำตาลในเด็กและเยาวชน และขับเคลื่อนให้เกิดกฎกระทรวง “ห้ามเติมน้ำตาลในนมและอาหารเสริมสำหรับทารก” การผลักดันมาตรการควบคุมการโฆษณาขนม ในรายการโทรทัศน์ (การจัดเรตติ้งรายการโทรทัศน์ โดยกำหนดสัญลักษณ์ เช่น ท, น13, ฉ เพื่อจำแนกประเภทของรายการโทรทัศน์ให้เหมาะสมกับวัยของผู้ชม) การผลักดันมาตรการควบคุมการโฆษณาขนม ในรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว การผลักดันการแก้ปัญหาการใช้อินเตอร์เน็ตและเล่นเกมส์ในเด็กและเยาวชนผ่าน มาตรา ได้แก่ การจัดระเบียบร้านเน็ตและเกมส์ การจัดระดับความเหมาะสมของเกมส์ การพัฒนาหลักสูตรการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ในโรงเรียน และการพัฒนากฎหมายเพื่อการดูแลสื่อที่อันตรายสำหรับเด็กและเยาวชน และการจัดทำวาระเด็กและยาวชนแห่งชาติปี 2550-2551
       
       ผลงานในปัจจุบัน คือ การทำงานเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการสนับสนุนป้องกันและควบคุมแก้ปัญหาการระบาด ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และการสนับสนุนให้เกิดนโยบายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000109292

--
Web link
http://www.cloudbookclub.com/about.htm
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://sundara21.blogspot.com/
http://www.educationatclick.com
http://www.pwdom.com/v1/
http://cloudbookclub.blogspot.com
http://blogok09.blogspot.com
http://thairaptorgroup.com/TRG/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=2049

05 สิงหาคม 2552

งานครอบครัว จ.สุรินทร์



 
From: wanchai boonpracha <wanchai@familynetwork.or.th>
Date: ส.ค. 2, 2009 9:55 หลังเที่ยง
Subject: งานครอบครัว จ.สุรินทร์
To:

"เสียงตามสาย" สร้างสุขภาวะ

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2552  ไทยโพสต์

    ขึ้นชื่อว่า  "สื่อ"  ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์  หนังสือพิมพ์  หรือวิทยุ  ล้วนมีทั้งข้อดี  ข้อเสีย

     บริโภคสื่อมากไป  เชื่อแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่  แยกแยะไม่เป็น  ถ้าได้ฟังเรื่องดีก็ดีไป  ถ้าได้ฟังเรื่องร้ายก็ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพกาย  สุขภาพใจ  ทั้งเรื่องส่วนตัวและสังคม

     ในบรรดาสื่อต่างๆ  เรื่องของวิทยุชุมชนนั้นนับว่าใกล้ตัวผู้คนมากที่สุด  เพราะเป็นการนำเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผู้คนในชุมชนมานำเสนอ

     เมื่อเร็วๆ  นี้  ที่จังหวัดสุรินทร์  ก็ได้มีการนำสื่อวิทยุมาใช้สร้างสุขภาวะให้กับครอบครัว

     โครงการวิทยุชุมชนเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้เด็กและครอบครัว  จ.สุรินทร์  จัดขึ้นโดยการสนับสนุนของแผนงานสุขภาวะครอบครัว  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ  (สสส.)   ด้วยการอบรม  "สื่อวิทยุชุมชนอาสาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น"  ณ  ศูนย์ฝึกอบรมมูลนิธิพัฒนาอีสาน

     ทั้งนี้  โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาอาสาสมัครให้มีความรู้ความเข้าใจ  และเกิดเครือข่ายสื่อวิทยุชุมชนอาสาฯ  ที่สามารถบอกเล่าประสบการณ์ของชุมชน  ครอบครัว  และบุคคลต้นแบบอย่างต่อเนื่อง  และใช้กระบวนการสื่อวิทยุชุมชน  เพื่อขยายแนวคิดและสร้างกระแสสังคม  โดยผนึกกำลังของภาคีเครือข่ายวิทยุชุมชน  และสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพแกนนำของสถานีวิทยุชุมชนต้นแบบ  20  สถานี  ครอบคลุม  17  อำเภอ  ในจังหวัดสุรินทร์  โดยเน้นการใช้บทเรียนและองค์ความรู้สำคัญของสถาบันครอบครัวเข้มแข็งเป็นเงื่อนไขในการดำเนินงานโครงการ  เพื่อให้เกิดการขยายบทเรียนสู่ชุมชนในวงกว้างทั้งจังหวัด

     จากการดำเนินกิจกรรมที่ผ่านมาของชุมชน  ทำให้เกิดบทเรียนที่สำคัญในการพัฒนาครอบครัวให้เกิดความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น   ชุมชนสามารถพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนในการพัฒนาสถาบันครอบครัว  โดยชุมชนร่วมกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม  ให้สามารถเผชิญกับกระแสสังคมต่างๆ  ได้อย่างมั่นคง 

     หลายชุมชนได้ร่วมพูดคุยกันเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา  สร้างความรัก  ความผูกพันให้กับครอบครัวที่กำลังเผชิญปัญหา  ลดปมด้อยทางสังคมของเด็กน้อยที่กำลังเติบโต  โดยใช้ความสัมพันธ์ในสายเครือญาติในชุมชน  ดูแลครอบครัวที่ยังเป็นปัญหา 

     การพัฒนาครอบครัวอย่างยั่งยืน  จึงไม่ใช่การพัฒนาครอบครัวของตนเองให้มีความสุขแต่เพียงอย่างเดียว  หากแต่ทุกคนในชุมชนต้องช่วยกันดูแล  เผื่อแผ่ความสุขไปสู่ครอบครัวอื่นๆ  เพราะทุกคนในชุมชนได้ช่วยกันดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด  เสมือนครอบครัวใหญ่ที่ทุกคนในชุมชนล้วนเป็นสมาชิกอยู่ในครอบครัวเดียวกัน  จะช่วยให้สามารถลดปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน  โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ  จึงเป็นวิธีการที่สำคัญที่ชุมชนสามารถจัดการกับปัญหาเหล่านั้น  และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับครอบครัว

     ดังนั้น  เพื่อให้การดำเนินงานสถาบันครอบครัวเข้มแข็งจังหวัดสุรินทร์  มีพื้นที่และช่องทางการสื่อสารเพื่อขยายบทเรียนประสบการณ์จากการปฏิบัติจริงในพื้นที่กับสังคมกว้างขวาง  และเพื่อเผยแพร่ให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน   ได้ร่วมเรียนรู้และนำประสบการณ์ไปประยุกต์ใช้กับชุมชนอื่นที่มีความสนใจ   จึงจัดทำ  "โครงการวิทยุชุมชนเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้เด็กและครอบครัว  จังหวัดสุรินทร์"  ขึ้น

     เพราะวิทยุชุมชนทำให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร  จากชุมชนหนึ่งไปสู่ชุมชนหนึ่ง  ผลิตโดยชุมชนเพื่อชุมชน  และเป็นเครือข่ายกลไกที่อาสาสมัครที่ทำงานสื่อสารมวลชนเพื่อสาธารณชน  และเป็นเครือข่ายวิทยุชุมชนเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้เด็กและครอบครัวในพื้นที่ต่อไป

     คุณธีรศักดิ์  เลี่ยมดี  ประธานชมรมวิทยุชุมชนจังหวัดสุรินทร์  เล่าว่า  นอกจากเราจะใช้สื่อวิทยุในการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ   ของครอบครัวแล้ว  ทางโครงการฯ  ยังพัฒนานักจัดรายการจากคนในพื้นที่ให้เข้ามามีส่วนร่วม  ฝึกให้น้องๆ  ที่อยู่ในพื้นที่  หรือชาวบ้านได้มาจัดรายการ   เรียนรู้การใช้เครื่องมือต่างๆ  และเปิดสายให้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ฟังในพื้นที่  ช่วยกันตอบปัญหาเรื่องการทำมาหากิน  อาชีพ  ศิลปวัฒนธรรม

     ที่สำคัญได้เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน  เป็นเวทีสำหรับเยาวชนได้แสดงออก  พ่อแม่  ผู้ปกครองมีโอกาสได้ติดตามรับฟัง  บางครั้งก็มีพ่อแม่มาร่วมจัดรายการด้วย  ทำให้ครอบครัวมีความผูกพันมากขึ้น 

     นายวันชัย  บุญประชา  ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะครอบครัว  สสส.  เล่าถึงทิศทางการพัฒนาเด็กและครอบครัวกับสื่อสาธารณะว่า   สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เด็กเข้มแข็งและป้องกันภัยจากภายนอกได้คือ  ครอบครัว  เราจึงต้องปกป้องครอบครัวโดยการหยุดความทุกข์  และสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในครอบครัว  และพื้นที่ที่จะสามารถนำไปสู่การรับรู้ของครอบครัวคือ  สื่อ  ซึ่งจะเป็นตัวนำพาความรู้   การเรียนรู้สู่ครอบครัวไทย  สื่อมีหน้าที่ในการรวบรวมนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในครอบครัว  ตัวอย่างครอบครัวดีๆ  นำเสนอให้เป็นแบบอย่างต่อครอบครัวในสังคม  เพราะพลังสื่อสามารถเข้าถึงครอบครัวและเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างกว้างขวาง

     อย่างที่บอกแล้วว่า   การใช้สื่อมีทั้งคุณ  ทั้งโทษ  แต่ถ้าหากใครมองเห็นการณ์ไกล  นำสื่อมาใช้ในด้านบวก  สังคมก็จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่  อย่างเช่นกรณีตัวอย่างของวิทยุชุมชน

สุรินทร์ที่ดำเนินการอยู่นี้.


--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.parent-youth.net
http://www.familynetwork.or.th
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://ilaw.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://icann-ncuc.ning.com
http://dbd-52.hi5.com
http://www.webmaster.or.th
http://www.thailandshowtime.com/2009

04 สิงหาคม 2552

ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติกับไข้หวัดหมู / ทางเสือผ่าน

 ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติกับไข้หวัดหมู / ทางเสือผ่าน

แสงไทย เค้าภูไทย5/8/2552

 

ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติกับไข้หวัดหมู

 

วันนี้กระแสฟ้าทลายโจรกำลังมาแรงในฐานะยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้ผล  แต่ก็มีอีกกระแสหนึ่งที่แรงพอๆกัน คือประกาศกระทรวงการคลังยกเลิกเบิกค่ายานอกบัญชียาหลัก ที่ทำให้กลุ่มเภสัชสมุนไพรเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

เพราะยาสมุนไพรที่เคยให้เบิกค่ายาในหลักประกันสุขภาพได้นั้น มูลค่าจะหายไปกว่า 30% ของมูลค่าปัจจุบัน

จาก 3,600  ล้านบาทต่อปี  จะเหลือราวๆ  2,000  ล้านบาทต้นๆ

ไม่แต่เท่านั้น ยังทำให้ยาตำรับที่ใช้ในการรักษาไข้หวัดใหญ่ที่กำลังฮิตคือไข้หวัดใหญ่ 2009  หรือไข้หวัดหมูและโรคร้ายแรงอื่นๆพลอยถูกจำกัดขอบเขตการรักษาไปด้วย

นายวรพงษ์ เกรียงสินยส ผู้จัดการมูลนิธิสุขภาพไทย แกนนำของเครือข่ายใช้ยาสมุนไพรแห่งประเทศไทยจึงได้ทำหนังสือถึง  คณะกรรมาธิการการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภาและคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ โดยให้เหตุผลว่า

“เป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องและมีความไม่ชอบมาพากล...”

คำว่า “ไม่ชอบมาพากล”นั้น คุณวรพงษ์  ขยายความว่าการห้ามเบิกจ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติจะทำให้ผู้ป่วยต้องหันกลับมาใช้ยาแผนปัจจุบันแทน ซึ่งเป็นผลประโยชน์ต่อบริษัทยาแผนปัจจุบัน ซ้ำยังเป็นการปิดกั้นการวิจัยยาสมุนไพรด้วย

เงินเบิกจ่ายยาของโรงพยาบาลนั้น ส่วนใหญ่มี 3 ระบบรักษาพยาบาล คือหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคมและระบบข้าราชการ

บัญชีเบิกจ่ายทั้ง 3 บัญชีนี้ ปีหนึ่งๆมีมูลค่ากว่า 60,000  ล้านบาท ขณะที่ตลาดยาในเมืองไทยทั้งหมดรวมกันมูลค่า 120,000  ล้านบาท

ตัวเลขเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาทในงบประมาณรายจ่ายด้านสุขภาพของกระทรวงการคลังนี้  หากนำเอาผลงานวิจัยของสถาบันทีดีอาร์ไอ ที่ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร  ประธานสถาบันที่มีผลสรุปว่าทุกโครงการของรัฐบาลมีค่าคอมมิชชั่น 20%, มาทาบแล้ว  คงจะเป็นเงินก้อนโตไม่น้อย

ก้อนโตเสียจนเป็นพิษทำให้อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขคนหนึ่งต้องเข้าไปนอนคุกอยู่ในขณะนี้

ดร.นิพนธ์ ยังประเมินตัวเลขคอมมิชชั่นที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นจากเงินกู้ 800,000  ล้านบาทของรัฐบาลนี้ไว้ว่า จะตกราว 16,000  ล้านบาท

ก้อนโตขนาดนี้  ใครต่อใครในพรรคร่วมรัฐบาลจึงพากันจ้อง ขณะที่สังคมก็จับตามองรัฐบาลก็เลยเกร็ง  ไม่กล้าลงมือในโครงการอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน แม้บางโครงการจะเป็นโครงการเร่งรัดก็ตาม

อาการกลัวละเกร็งลามไปถึงโครงการในงบประมาณปกติ ทำให้มีเงินตกเบิกเป็นหมื่นๆล้าน

เมื่อวานนี้ กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดออกมาว่า -4.4%  เงินตกเบิกไม่ออกมาหมุนเวียนก็เป็นสาเหตุหนึ่งด้วย

กระทรวงการคลังเคยบอกไว้ว่าถ้าเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องกันเกิน 6  เดือนเมื่อไหร่  ให้ถือว่าประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ “เงินฝืด”

แต่ถึงวันนี้ ธนาคารกลางก็ยังไม่กล้าระบุให้เป็นภาวะเงินฝืด  เหตุเพราะคนไทยยังมีเงินซื้อข้าวกินได้อย่างไม่ขัดสนถึงขั้นขี่คอกันแย่งซื้อ

สำหรับยาในบัญชียาหลักแห่งชาตินั้น  ในด้านยาแผนปัจจุบันแล้ว  คงไม่มีใครเดือดร้อนเมื่อถูกห้ามเบิก

แต่ยาสมุนไพรนอกเหนือจาก 19   ชนิดที่อยู่ในบัญชียาหลักส่วนที่เคยเบิกกันได้นั้น ออกจะเดือดร้อน

เพราะคนไข้บางคนเคยใช้ได้ผลมาแล้ว ก็อยากจะใช้อีก  แต่หลังจากวันที่1 กรกฎาคม ศก.นี้มา  ต้องจ่ายเองแล้ว เบิกไม่ได้อีกต่อไป

เมื่อเบิกไม่ได้  ก็ไม่รับยา  หันไปรับยาที่อยู่ในบัญชียาหลักแทน ส่วนใหญ่ก็เป็นยาแผนปัจจุบันตามถนัดของโรงพยาบาล  เพราะโรงพยาบาลรัฐมักจะไม่มีแพทย์แผนไทยในส่วนของเวชกรรมโดยเฉพาะ

คำสั่งนี้จึงเป็นการปิดกั้นการเข้าถึงยาแผนไทยและปิดกั้นงานวิจัยและพัฒนาทางด้านยาไทย ทั้งด้านสมุนไพรและยาตำรับ

สมุนไพรเดี่ยวนั้น แต่โบราณมา หมอไทยไม่นิยมใช้  เพราะมีผลข้างเคียงมาก ยาบางตัวใช้ไปแล้วเกิดอาการโรคดื้อยา หรือเป็นพิษ

ยอดรักสลักใจ เจอยาไทยพร้อมกัน 6 ขนาน ค่า liver function(LF) พุ่งพรวดเป็นหมื่นๆ จนต้องจากไปก่อนเวลาอันควรก็เพราะไม่ผ่านกระบวนการรักษาแผนไทยที่ถูกต้อง

มีรายงานผลการรักษาด้วยยาต้านไวรัสกับโรคไข้หวัดใหญ่หมูในสหรัฐเมื่อวานนี้ว่ามีทั้งด้านบวกและด้านลบ

ด้านบวกบอกว่า  ยาต้านไวรัสที่เรารู้จักกันดีในขณะนี้คือโอเซลทามีเวียร์นั้น นอกจากต้านไวรัส H1N1แล้วยังใช้กับอาการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นๆได้ด้วย

ตรงกับยาไทย 2 ตำรับ คือจันทน์ลีลากับยาห้ารากหรือเบญจโลกวิเชียร  ที่รักษาได้ทั้งไข้หวัดใหญ่ฤดูกาล(seasonal flu) มาจนถึงไข้หวัดธรรมดาที่เกิดจากเชื้อ rhino virus เช่นเดียวกันกับยาห้าราก ที่ใช้กับไข้ฤทธิ์ร้อนภายในทั้งปวงไปจนถึงเริมและงูสวัด

มีรายงานจากประสบการณ์รักษาเริมและงูสวัดว่ายาห้ารากสามารถลดระยะเวลาการรักษาอาการอันเกิดจากการติดเชื้อ HSV จาก 7 วันในรายที่รักษาด้วยยา Acyclovir ทั้งกินทั้งทา มาเหลือแค่ 3 วัน เท่านั้น โดยไม่ได้ใช้ยาทาควบ

หรือจากท่านผู้รู้และมีประสบการณ์จากการรักษาด้วยยาห้ารากแจ้งมาให้ทราบถึงผลการรักษาไข้หวัดหมูด้วยตนเองหลังจากอ่านข้อเขียนของผมเมื่อ สัปดาห์ก่อน ว่าได้ผล  เช่นเดียวกับอีกหลายท่านที่แจ้งประสบการณ์การรักษาด้วยยาจันทน์ลีลา

ยาจันทน์ลีลานั้น รักษาไข้เจรียงและไข้ดอกสักได้ดีมาก

ชื่อไข้ฟังดูแล้วแสนจะโรแมนติค  แต่พิษของมันไม่เบา  ถ้าเทียบกับโรคปัจจุบันนี้ ก็คือไข้เปลี่ยนฤดูหรือไข้ประจำฤดู(seasonal fever)  โดยเฉพาะฤดูนี้ ดอกสักกำลังบานสะพรั่ง ไข้ตัวนี้ก็แพร่เชื้อสะพรั่งตามมา

ไข้หวัดใหญ่หมูนี้ก็เป็นไข้ตัวหนึ่งในกลุ่มอาการไข้ดอกสัก

ยาจันทน์ลีลาและยาห้ารากเป็นยาในบัญชียาหลักฯ สามารถเบิกได้ แต่ถ้าจะให้หายสนิท เมื่อเวลาไข้เริ่มสร่าง ให้ทานยาเบญจกูลเข้าไปปรับไฟธาตุเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น เพราะยาสองตัวนี้รวมทั้งฟ้าทลายโจร  ลดไข้ดีมาก แต่ทานติดต่อกันนานๆจะทำให้มือเท้าชาได้ เพราะเกิดพยาธิสภาพ  “เย็นพร่อง”

หายาเบญจกูลทานไม่ได้  ใช้ขิงต้มน้ำดื่มแทนก็ได้  เพราะขิงเป็นสมุนไพรตัวหนึ่งที่อยู่ในพิกัดเบญจกูล  ให้ความอบอุ่น ขับลมและยังช่วยแก้อาการคลื่นไส้อีกด้วย

ส่วนข่าวร้ายจากอเมริกาก็คือ พ.ญ.มาเรีย เทเรซ่า เซอร์กีร่า หัวหน้าสำนักงานองค์การสาธารณสุขแพนอเมริกัน เมืองลาจอลล่า แคลิฟอร์เนียเปิดเปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า ได้พบอาการดื้อยา  Tmiflu อันเป็นชื่อการค้าของสาร oseltamivir phosphase  เพิ่มขึ้นเรื่อยๆแล้ว

อาการดื้อยานี้ถ้าเป็นในทางการแพทย์แผนไทยก็คือ “ไข้กลับ”   ซึ่งหมอไทยรักษาแบบองค์รวมด้วยยา  “ตัดรากไข้” เช่นยามหานิล ขจัดพิษภายในให้หมดก่อนแล้วถ่ายรุ ขจัดพิษตกค้างในตับ จากนั้นจึงปรับธาตุฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาเป็นปกติ

ถอนรากถอนโคนชนิดไม่ให้กลับมาโฟน-อินกันได้อีก

นี่คือเคล็ดลับที่หมอยาไทยใช้รักษาชีวิตคนไทยมานับเป็นร้อยๆปีแล้ว

เป็นกระบวนการรักษาพยาบาลและกระบวนคิดที่ยังไม่มีสถาบันหลักรับรองจึงไม่อยู่ในข่ายเบิกค่ารักษาพยาบาลได้

http://www.siamrath.co.th/uifont/ArticleDetail.aspx?acid=3882


--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.narit.or.th
http://dbd-52.hi5.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.momypedia.com
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://icann-ncuc.ning.com
http://www.webmaster.or.th
http://weblogcamp2009.blogspot.com

03 สิงหาคม 2552

Bic Club Newsletter



 

--- On Mon, 8/3/09, Bic Englishlearning <bic_english@yahoo.com> wrote:

From: Bic Englishlearning <bic_english@yahoo.com>
Subject: Bic Club Newsletter
To: 
Date: Monday, August 3, 2009, 7:09 PM

เรียน สมาชิกทุกท่าน
   BIC Club ฉบับนี้ มีสาระที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาษาอังกฤษมาฝากค่ะ เริ่มแรกเกี่ยวกับการใช้พยัญชนะวรรคตอน การอ่านตัวเลขเป็นภาษาอังกฤษ คำศัพท์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เพลง The ASEAN Way พร้อมคำแปล การใช้คำ pick up กวีนิพนธ์ วันแม่ และอีกหลายหลากที่น่าสนใจค่ะ

Khun BIC
www.bic-ennglishlearning.com



     

01 สิงหาคม 2552

ปันรักปันน้ำใจ แด่น้องร.ร.ตชด.

วันที่ 02 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6821 ข่าวสดรายวัน


ปันรักปันน้ำใจ แด่น้องร.ร.ตชด.


คอลัมน์ สดจากเยาวชน




จากแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ฉบับที่ 4 พ.ศ.2540-2559 กำหนดเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาไว้ว่า

"เด็กและเยาวชนมีโภชนาการดี สุขภาพแข็งแรง ใฝ่เรียนรู้ ซื่อสัตย์ ประหยัด และอดทน มีความรู้และทักษะทางวิชาการและการอาชีพเพื่อเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต รักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและประเทศชาติ"

"เพื่อดำเนินการตามแนวพระราชดำริ สิ่งที่เราจะมอบให้น้องๆ เหล่านี้ จึงมีความหลากหลาย และไม่ใช่แค่หนังสืออ่านดีๆ แต่รวมไปถึงอุปกรณ์พื้นฐานในการดำรงชีวิตทุกอย่างควบคู่ไปกับการศึกษา เช่น เครื่องกรองน้ำ อุปกรณ์การเกษตร จอบ เสียม เครื่องตัดหญ้า รวมทั้งยาสามัญสำหรับห้องพยาบาล สิ่งเหล่านี้นอกจากจะช่วยให้เด็กๆ มีความพร้อมในการเรียนแล้ว ยังช่วยให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นและพัฒนาตนเองได้ดีที่สุด" นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทอินโฟเซฟ จำกัด ในเอสซีจี เปเปอร์ เล่าถึงโครงการ "Shred 2 Share โครงการ 2 ข้อมูลปลอดภัย ร่วมใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อม" ซึ่งทางบริษัทร่วมกับพันธมิตรโครงการ 36 องค์กรจัดขึ้น



ก่อนเดินทางไปมอบของให้เด็กๆ ตามถิ่นทุรกันดาร ทีมงานของโครงการเดินทางไปสำรวจ 5 โรงเรียนตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ได้แก่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอาทรอุทิศ, ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 315, โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านนุชเทียน, โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านลาดเรือ และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านรักไทย โดยเข้าไปสอบถามคุณครูอย่างละเอียดถึงสิ่งที่เด็กๆ ขาด และพูดคุยกับเด็กๆ ในแต่ละโรงเรียนว่าแท้จริงแล้วพวกเขาต้องการอะไรกันบ้าง จากนั้นจึงกลับมาจัดซื้อจัดหาสิ่งของด้วยงบประมาณที่ตั้งไว้ 1 ล้านบาท ก่อนกลับไปพิษณุโลกอีกครั้ง เพื่อมอบของให้เด็กๆ



การมอบของให้น้องในวันนั้น ทุกคนยังสำรวจไปด้วยกันว่า แต่ละโรงเรียนมีโครงงานที่น่าสนใจอะไรที่ให้เด็กๆ ร่วมกันทำและเรียนรู้ เช่น ที่โรงเรียนตชด.อาทรอุทิศ อุปกรณ์การเกษตรหลายชิ้น อาทิ จอบ เสียม ช้อนปลูก บัวรดน้ำ หรือเครื่องตัดหญ้า ที่นำไปมอบให้ เด็กๆ คงได้ใช้ประโยชน์ในโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน และโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ส่วนหนังสืออ่านนอกเวลา หรือหนังสือเสริมทักษะที่มีประโยชน์อีกหลายเล่มคงได้เข้าไปอยู่ในห้องสมุดของโรงเรียนตชด.บ้านนุชเทียน ที่ซึ่งมีน้องๆ ในโรงเรียนนี่เป็นบรรณา รักษ์กันเอง

ด.ช.เอกชัย ด้วงหม้อ นักเรียนชั้นประถม 6 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอาทรอุทิศ กล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า "ผมดีใจครับที่ได้หนังสือโลกวิทยาศาสตร์ คิดว่าจะเอาไปค้นคว้าหาความรู้ต่อ"

น้องเอกชัยยังเล่าว่า ผมปลูกผักบุ้งเก่งที่สุด ฝักบัวอันใหม่ที่เพิ่งได้รับมาน่าจะช่วยให้ผักบุ้งในแปลงเกษตรที่โรงเรียนโตวันโตคืนเลื้อยยาวไปทั่วแปลง กลายเป็นอาหารกลางวันแสนอร่อยให้พี่ๆ น้องๆ ในโรงเรียนตชด.อาทรอุทิศได้อิ่มถ้วนหน้า

ส่วน ด.ญ.อรทัย พิมพ์ทอง เพื่อนร่วมชั้นของเอกชัยบอกว่า "ปกติหนูชอบอ่านหนังสือ และเล่นวอลเลย์บอลค่ะ อยากขอบคุณพี่ๆ ที่มอบหนังสือดีๆ สำหรับเด็กๆ และลูกวอลเลย์บอลลูกใหม่ให้ แต่หนูจะเก็บไว้ก่อน รอให้ลูกเก่าใช้ไม่ได้แล้วจะค่อยหยิบมาใช้ค่ะ"

จ.ส.ต.ธนชัย มะธิปิไขย ครูใหญ่โรงเรียนบ้านนุชเทียน กล่าวว่า ขอบคุณทุกฝ่ายที่มองเห็นความสำคัญและก้าวเข้ามาช่วยเหลือเด็กๆ ผมแน่ใจว่าของที่ได้รับในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นสื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์กีฬา ไปจนถึงอุปกรณ์การเกษตรทุกชิ้น น่าจะเป็นประโยชน์และช่วยให้เด็กๆ ได้พัฒนาตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่ดีต่อไป


หน้า 23
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURONWIzVXdNVEF5TURnMU1nPT0=&sectionid=TURNeE1RPT0=&day=TWpBd09TMHdPQzB3TWc9PQ==

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.parent-youth.net
http://www.familynetwork.or.th
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://ilaw.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://icann-ncuc.ning.com
http://dbd-52.hi5.com
http://www.webmaster.or.th
http://www.thailandshowtime.com/2009

โพลชี้คนไทยเมินจดหมายหันใช้โทรศัพท์

โพลชี้คนไทยเมินจดหมายหันใช้โทรศัพท์

Pic_23500

ศรีปทุมโพลสำรวจพบในปัจจุบันคนไทยใช้โทรศัพท์สื่อสารถึงกันมากที่สุด ส่วนจดหมายนิยมใช้เพื่อการทำงาน-มีความจำเป็น สาเหตุหลักเพราะความล่าช้า...

นางสาวปรียากร หวังมหาพร ผู้อํานวยการสํานักวิจัย มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าววันนี้ (1 ส.ค.) ถึงผลการสํารวจผล “ศรีปทุมโพล” หัวข้อ “การสํารวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการสื่อสารโดยจดหมายในปัจจุบัน” เนื่องในวันสื่อสารแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 4 ส.ค.ของทุกปี จากกลุ่มตัวอย่าง 3,000 คน ในเขตกรุงเทพฯ พบว่า ปัจจุ บันประชาชนสื่อสารโดยโทรศัพท์มากที่สุดร้อยละ 87.40 รองลงมา คือ อีเมล์ร้อยละ 11.17 และจดหมาย ร้อยละ 1.43 แต่สิ่งที่น่าพิจารณา คือ ประชาชนไม่ได้เขียนจดหมายเลยถึงร้อยละ 60.67 ส่วนคนที่เขียนประจํา/บ่อย มีเพียงร้อยละ 2.57 ส่วนความสำคัญของการเขียนจดหมายพบว่า คนไทยคิดว่าการเขียนจดหมายหากันยังมีความ สําคัญอยู่ร้อยละ 64.40 และคิดว่าไม่สําคัญร้อยละ 35.60

ผู้อำนวยการสำนักวิจัย มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวต่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 39.96 ใช้จดหมาย เพื่องาน รองลงมา คือ มีความจําเป็นต้องใช้ร้อยละ 34.61 ใช้เพื่อบอกความรู้สึกร้อยละ 17.80 และใช้สื่อสารภายในครอบ ครัว ร้อยละ 7.63 ส่วนสาเหตุที่ทําให้ประชาชนสื่อสารด้วยจดหมายน้อยลง คือ ช้า ร้อยละ 57.67 รองลงมา คือ ลําบาก เช่น การหาซื้อซอง แสตมป์ ร้อยละ 21.23 ไปรษณีย์อยู่ไกล ไม่สะดวก ร้อยละ 16.73 และเสีย ค่าใช้จ่าย ร้อยละ 4.37 อย่างไรก็ตาม ในทัศนคติของประชาชนเห็นว่าบุคคลที่จําเป็นต้องใช้จดหมายอยู่ ส่วนใหญ่ คือ ในกลุ่ม ผู้สูงอายุ ร้อยละ 40.29 รองลงมา คือ ในกลุ่มผู้ใหญ่ / วัยทํางาน ร้อยละ 33.67, เด็กนักเรียน ร้อยละ 15.37 และ นิสิต / นักศึกษา ร้อยละ 8.87

ด้านนายวิชิต อู่อ้น ผู้อํานวยการศูนย์วิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนสื่อสารโดยโทรศัพท์เป็นจํานวนมากถึงร้อยละ 87.40 แต่จดหมายในปัจจุบันมีคนใช้เพียง ร้อยละ 1.43 สื่อให้เห็นว่าในปัจจุบันประชาชนใช้จดหมายในการสื่อสารน้อยลงอย่างมาก และยังพบว่าประชาชน ส่วนใหญ่ไม่ได้เขียนจดหมายเลย โดยคนที่ยังใช้จดหมายอยู่จะใช้จดหมายเพื่องาน และมีความจําเป็นต้องใช้ซึ่งสาเหตุที่ทําให้ประชาชนสื่อสารด้วยจดหมายน้อยลง สาเหตุหลัก คือ ช้า และลําบากในการหาซื้อซองแสตมป์ไปรษณีย์อยู่ไกล และไม่สะดวก

ผู้อํานวยการศูนย์วิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวต่อว่า ในทัศนคติของประชาชนเห็นว่า คนที่จําเป็นต้องใช้จดหมายอยู่ ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ และ ผู้ใหญ่วัยทํางาน แสดงให้เห็นว่าการสื่อสารในปัจจุบันต้องการความรวดเร็ว ความสะดวก และความทันสมัย ดังนั้น ควรแก้ไขจากสาเหตุที่ทํา ให้ประชาชนสื่อสารด้วยจดหมายน้อยลง คือ ช้า และลําบาก เช่น การหาซื้อซองแสตมป์ ไปรษณีย์อยู่ ไกล ไม่สะดวก เพราะประเด็นเหล่านี้ ทําให้ประชาชนสื่อสารด้วยจดหมายลดลงทั้งหมดรวม ร้อย ละ 95.63 หากแก้ปัญหาเกี่ยวกับ ความไม่สะดวก ในการส่งจดหมายได้ จะทําให้ประชาชนหันมาให้ ความสนใจกับการสื่อสารด้วยจดหมายมากขึ้น และเพิ่มความทันสมัย เพื่อกระจายการใช้จดหมายในทุก ช่วงกลุ่มอายุ

http://www.thairath.co.th/content/edu/23500

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.parent-youth.net
http://www.familynetwork.or.th
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://ilaw.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://icann-ncuc.ning.com
http://dbd-52.hi5.com
http://www.webmaster.or.th
http://www.thailandshowtime.com/2009

ผู้ติดตาม