เชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างสรรค์กฎหมายเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน

ร่วมสร้างกฎหมายกับไอลอว์
Blognone Bookmark and Share

06 กรกฎาคม 2552

พ่อมดคณิตศาสตร์เผยเทคนิค : โยน "เครื่องคิดเลข" ทิ้งไป "คิดในใจ" เร็วกว่า

พ่อมดคณิตศาสตร์เผยเทคนิค : โยน "เครื่องคิดเลข" ทิ้งไป "คิดในใจ" เร็วกว่า
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 เมษายน 2552 08:46 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ฝึกคิดในใจได้เร็วกว่าเครื่องคิดเลข

ชาครีย์ เพชรพิเชฐเชียร กับหนังสือ "กดเครื่องคิดเลขทำไม ในเมื่อคิดในใจไดเร็วกว่า" ผลงานแปลของเขาเอง

ชาครีย์ เพชรพิเชฐเชียร ในวันเปิดตัวหนังสือ

ให้ลองคิดเลขในใจ แค่บวก-ลบ ยังทำให้หลายคนกุมขมับ ถ้าต้องคูณ หาร แถมยกกำลังด้วย คงต้องหบิยเครื่องคิดเลขมากดกันใหญ่ แต่ถ้าได้เรียนรู้เทคนิค "คิดในใจ" ตามเคล็ดลับ "พ่อมดคณิตศาสตร์แห่งอเมริกา” แล้ว หลายคนคงเก็บเครื่องคิดเลขลงลิ้นชักแน่ๆ
       
       ชาครีย์ เพชรพิเชษฐเชียร นิสิตปี 4 ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยถึงการคิดเลขในใจที่ทำได้เร็วกว่าเครื่องคิดเลข จากเคล็ดลับในหนังสือ "กดเครื่องคิดเลขทำไม ในเมื่อคิดในใจได้เร็วกว่า" ผลงานเขียนของ ดร.อาเธอร์ เบนจามิน (Arthur Benjamin) ซึ่งเขาได้ร่วมแปลกับ พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ ว่าผู้เขียนเทคนิคการคิดเลขได้ตั้งข้อสังเกต คนเรามักทำอะไรจาก ซ้ายไปขวา แต่เรากลับคิดเลขจากขวาไปซ้าย ผู้เขียนจึงเสนอวิธีคิดเลขจากซ้ายไปขวาบ้าง
       

       
       ตัวอย่างการบวกเลข 2 หลัก
       
       95+38 = ?

       
       วิธีคิดในใจคือ แยกตัวเลขเป็น 2 กลุ่ม คือ (90+30) และ (5+8) แล้วนำมารวมกัน ได้ 133 
       

       
       ตัวอย่างการบวกเลข 3 หลัก
       
       763+854=?
       
       

       วิธีคิดในใจคือ 800+700 =1,500 แล้วบวก 60+50 ได้ 1,610 แล้วนำไปบวกกับ 3+4 ที่เหลือ ได้คำตอบของโจทย์นี้เท่ากับ 1,617
       
       ส่วนวิธีลบ ชาครีย์บอกว่า น่าจะเป็นวิธีที่คนทั่วไปไม่รู้ เพราะปกติเราจะตัวเลขตั้งแล้วลบ แต่วิธีของ ดร.เบนจามินคือ เปลี่ยนจากตัวเลขลบเป็นบวก (complement)
       
       เช่น -23 มี complement เป็น 77
       
       ตัวอย่างคือ 138-68 ให้เปลี่ยนเป็น (138+32) – 100 จะคิดได้ง่ายกว่า
       
       หรืออีก ตัวอย่าง 857-192 = ? มีวิธีคิดง่ายๆ คือ เปลี่ยนเป็น 857-200 = 657 แล้วบวกด้วย 8 ที่ลบเกินไป จะได้คำตอบ 665
       
       สำหรับวิธีคูณก็คิดจากซ้ายไปขวาเช่นกัน
       
       อาทิ 13x14=? ให้แยกเป็น (13x10)+(13x4) = 130+52 = 182
       
       หรือ 68x49 ให้คิดเป็น 68x50 = 3,400 แล้วลบ 68 ที่คูณเกินมา หรือ 84x21 = ? ให้คิดเป็น 84x20=1,680 แล้วบวกด้วย 84 ที่ยังคูณไม่ครบ
       
       มาถึงเลขยกกำลัง ชาครีย์ได้ยกตัวอย่างการยกกำลัง 2 โดยระบุว่า ให้ปัดตัวเลขเพื่อให้เหลือตัวคูณเพียง 1 หลัก
       
       อาทิ 232 ซึ่งแยกได้เป็น 23x23 ให้ปัดตัวเลขขึ้น-ลงเป็น 26x20 = 520 แล้วบวกเข้ากับจำนวนยกกำลังสองของค่าที่ปัดขึ้น-ลง ซึ่งในตัวอย่างนี้คือ 32 จะได้คำตอบเป็น 529
       
       อีกตัวอย่างคือ 782 ปัดได้เป็น (80x76) + 22 = 6,084
       
       ส่วนการหารเลขยกกำลังนั้น ไม่แตกต่างจากที่วิธีคิดเดิมเท่าไหร่ เนื่องจากปกติเราหารจากซ้ายไปขวาอยู่แล้ว
       
       ชาครีย์กล่าวกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ว่า อานิสงส์จากการแปลหนังสือ ทำให้เขาได้เรียนรู้เทคนิคการคิดเลขในใจ ซึ่งวิธีที่ได้ประโยชน์มากคือการคำนวณเลขยกกำลัง ซึ่ง ดร.เบนจามินสอนวิธีคำนวณถึงเลข 5 หลัก แต่เขาทำได้ที่เลข 2-3 หลัก ซึ่งการคิดเลขในใจให้เร็วนั้นเขาบอกว่าต้องหมั่นฝึกฝนด้วย ซึ่งวิธีตามหนังสือที่เขาแปลนั้นช่วยได้
       
       สำหรับ ดร.เบนจามินนั้น จบการศึกษาทางด้านคณิตศาสตร์ในระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ และปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์คณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วีย์ มัดด์ สหรัฐฯ ซึ่งนอกจากสอนหนังสือแล้ว ยังแสดงมายากลโดยนำเทคนิคทางคณิตศาสตร์มาใช้ในการแสดงด้วย และได้รับยกย่องจากนิตยสารรีดเดอร์ ไดเจสต์ให้เป็น "พ่อมดคณิตศาสตร์อันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา”
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000036196


--
Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://www.pdc.go.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

ก.วิทย์แจงไม่แก้กฎหมายให้เอื้อจดสิทธิบัตรยีนข้าวแน่นอน

ก.วิทย์แจงไม่แก้กฎหมายให้เอื้อจดสิทธิบัตรยีนข้าวแน่นอน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กรกฎาคม 2552 20:17 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช

รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน

"คุณหญิงกัลยา" แจงเรื่องจดสิทธิบัตรยีนข้าว บอกชัดจะจดสิทธิบัตรในไทยได้หรือไม่ ขึ้นกับกฎหมายสิทธิบัตรที่มีอยู่ หากไม่ครอบคลุมให้จดได้ก็ยอมรับ ระบุชัดจะไม่มีการแก้กฎหมายให้จดได้เด็ดขาด ด้าน ผอ.สวทช. แสดงความมั่นใจ หน่วยงานทำวิจัยอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน
       

       กรณีเครือข่ายวิชาการเพื่อคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพไทยออกมาแถลงคัดค้านการจดสิทธิบัตรยีนข้าวหอมมะลิ โดยระบุว่าหากต้องมีการแก้กฎหมายสิทธิบัตรเพื่อให้เอื้อต่อการจดสิทธิบัตรยีนควบคุมความหอมในข้าวที่ค้นพบโดยทีมนักวิจัยของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) จะเป็นการเปิดช่องให้มีการจดสิทธิบัตรพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ในไทยได้ และจะส่งผลให้ต่างชาติที่มีเทคโนโลยีเหนือกว่าไทยเข้ามากอบโกยเอาทรัพยากรทางชีวภาพของไทยไป
       
       เรื่องนี้ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วท. ชี้แจงกับทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า ทาง สวทช. ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรงานวิจัยการค้นพบยีนควบคุมความหอมของข้าวในประเทศไทยตั้งแต่ราวปี 49 แล้ว แต่กระบวนการพิจารณาเพื่อให้สิทธิบัตรต้องใช้เวลานาน ซึ่งบัดนี้ยังไม่ได้สิทธิบัตรในประเทศไทย
       
       "งานวิจัยนี้ได้รับสิทธิบัตรจากประเทศสหรัฐฯแล้ว แต่ยังไม่ได้สิทธิบัตรในประเทศไทย ซึ่งจะได้รับสิทธิบัตรหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับกฎหมายสิทธิบัตรของไทยว่าครอบคลุมเรื่องนี้หรือไม่ ถ้ากฎหมายไม่ครอบคลุมและไม่ให้ความคุ้มครอง เราก็ไม่สามารถจดได้ ก็ต้องยอมรับ และจะไม่มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เอื้อต่อการจดสิทธิบัตรนี้อย่างเด็ดขาด" ดร.คุณหญิงกัลยากล่าวอย่างชัดเจน
       
       ส่วนกรณีที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ สั่งให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาเร่งรับจดสิทธิบัตรยีนข้าวหอมมะลิดังกล่าวนั้น รมว.วท. กล่าวว่า เนื่องจากเรื่องนี้นักวิจัยศึกษาค้นคว้ากันมานานหลายปี และค้นพบวิธีการที่ทำให้ข้าวหอมขึ้นได้ จึงคิดว่าการเร่งจดสิทธิบัตรจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เพราะจะป้องกันไม่ให้ต่างชาติลอกเลียนแบบข้าวหอมมะลิไทยได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะไม่มีการแก้กฎหมายอย่างแน่นอน
       
       ด้าน รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการ สวทช. ชี้แจงเรื่องนี้ว่า สิ่งที่นักวิจัยยื่นขอจดสิทธิบัตรนั้น คือกระบวนการที่ทำให้ข้าวมีความหอม ไม่ได้จดสิทธิบัตรตัวยีนที่ควบคุมความหอม เมื่อเราศึกษาวิจัย และรู้กระบวนการที่ทำให้ข้าวหอมได้ ก็จดสิทธิบัตรกระบวนการนั้นไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ต่างชาติเอาเทคโนโลยีนี้ไปใช้ทำให้ข้าวพันธุ์อื่นหอมกว่าข้าวไทย หรือทำให้ประเทศไทยเกิดความเสียเปรียบ ซึ่งใครก็ตามที่จะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ ก็ต้องขออนุญาตใช้สิทธิจาก สวทช.
       
       ในประเด็นที่เครือข่ายวิชาการเพื่อคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพไทย ตั้งขอสังเกตว่าการขอจดสิทธิบัตรงานวิจัยดังกล่าว จะเอามาบังคับใช้กับคนไทยด้วยหรือไม่ ทั้งที่ข้าวไทยเป็นสมบัติของคนไทยทั้งชาติมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เรื่องนี้ผู้อำนวยการ สวทช. ชี้แจงว่า สิทธิบัตรนี้เป็นของคนไทย หากเกษตรกรหรือชาวนาไทยจะปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีความหอมขึ้นโดยใช้วิธีผสมพันธุ์โดยปกติก็สามารถทำได้อยู่แล้ว แต่หากเอกชนรายใดต้องการใช้เทคโนโลยีนี้ปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่ไม่หอมให้มีความหอม ก็ต้องขออนุญาต แต่ สวทช. จะอนุญาตให้ใช้สิทธิได้หรือไม่นั้น ก็จะต้องพิจารณถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก
       
       ส่วนกรณีที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่างานวิจัยดังกล่าวนั้นดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มาตรา 52 ที่ระบุว่า ถ้าผู้ใดนำพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า (ซึ่งไม่ใช่พันธุ์พืชใหม่หรือพืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น) ไปปรับปรุงพันธุ์ ศึกษา ทดลอง หรือวิจัยเพื่อการค้า หลังวันที่ 25 พ.ย. 2542 (วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้) จะต้องขออนุญาตกับกองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร เสียก่อน หากไม่ปฏิบัติตามจะต้องระวางโทษทั้งจำและปรับ
       
       ผู้อำนวยการ สวทช. บอกว่า เชื่อมั่นว่าได้ทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว และการทำงานวิจัยก็ไม่ผิดกฎหมาย เมื่อได้ความรู้มาก็นำไปจดสิทธิบัตร หากไม่จดสิทธิบัตรไว้แล้วต่างชาตินำไปจดสิทธิบัตรก่อน ประเทศไทยก็จะเสียเปรียบเขา.
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000075659






Chat online and in real-time with friends and family! Windows Live Messenger

นักวิจัยยันชัด "ยีนนักรบ" มักพบในกลุ่มโจร-แก๊งอาชญากรรม

นักวิจัยยันชัด "ยีนนักรบ" มักพบในกลุ่มโจร-แก๊งอาชญากรรม
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 มิถุนายน 2552 12:12 น.
ทีมนักวิจัยสหรัฐฯ ศึกษาและยืนยันว่ายีนนักรบ หรือยีน MAOA ที่มีความผันแปร มักพบว่ามีอยู่ในผู้ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ชอบพกพาอาวุธ และมักเป็นชายที่อยู่ในแก๊งอาชญากรรม (ภาพประกอบจาก ไซน์เดลี/iStockphoto/S.P. Rayner)
       เฉลยเหตุชายที่ชอบความรุนแรง หรือร่วมแก๊งโจรก่ออาชญากรรม ที่แท้มียีนผันแปรบางตัว นักวิจัยเรียก "ยีนนักรบ" เพราะพบมากในกลุ่มสังคมที่ชอบทำสงคราม เผยหญิงมีสำเนายีนดังกล่าวมากกว่าชาย แต่ชายได้รับผลจากยีนมากกว่าหญิง เพราะมีแค่สำเนาเดียวจึงแสดงออกได้เต็มที่หากมีการผันแปร
       

       ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยฟลอริดาสเตรท หรือเอฟเอสยู (Florida State University: FSU) มหาวิทยาลัยไอโอวาสเตท (Iowa State University) และมหาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ (Saint Louis University) สหรัฐอเมริกา เผยผลการศึกษาว่ายีน "โมโนเอมีน ออกซิเดส เอ" (Monoamine oxidase A: MAOA) หรือที่เรียกว่า "ยีนนักรบ" (warrior gene) มักพบในกลุ่มแก๊งอาชญากรรม รวมถึงคนที่ชอบใช้อาวุธและความรุนแรง ซึ่งช่วยอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างยีนกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดโจรผู้ร้ายก่อปัญหาสังคมได้
       
       เควิน เอ็ม บีเวอร์ (Kevin M. Beaver) นักอาชญวิทยาด้านชีวสังคม (biosocial criminologist) วิทยาลัยอาชญวิทยาและงานยุติธรรม (College of Criminology and Criminal Justice) ของเอฟเอสยู ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า ในขณะที่กลุ่มมิจฉาชีพหรือแก๊งอาชญากรก่อให้เกิดปัญหาสังคม การสืบสวนสอบสวนในคดีอาชญากรรมเหล่านั้น กลับทำให้พวกเขาพบว่า ความผันแปรที่เกิดขึ้นอย่างจำเพาะเจาะจงกับยีน MAOA ในรูปแบบ โลว์-แอกติวิตี 3-รีพีท อัลลีล (low-activity 3-repeat allele) มีบทบาทเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญ
       
       นักวิจัยศึกษาโดยการตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูลดีเอ็นเอประกอบกับข้อมูลรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้ต้องหาหรือจำเลยในดดีอาชญากรรมต่างๆ จำนวน 2,500 ราย ที่รวบรวมไว้โดย ศูนย์การศึกษาระยะยาวด้านสุขภาพวัยรุ่นแห่งสหรัฐฯ (National Longitudinal Study of Adolescent Health) ตามที่ระบุในไซน์เดลี และผลการศึกษาได้ตีพิมพ์ในวารสารด้านจิตเวชศาสตร์ "คอมพรีเฮนซีฟ ไซไคอาทรี" (Comprehensive Psychiatry)
       
       "งานวิจัยก่อนหน้านี้เคยชี้ว่าความผันแปรของยีน MAOA โลว์-แอกติวิตี มีความเกี่ยวโยงกับพฤติกรรมต่อต้านสังคม และพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรง แต่การศึกษาของเรายืนยันว่า ความผันแปรที่เกิดขึ้นนั้นสามารถทำนายได้ว่าใครคือผู้ร้ายหรือร่วมอยู่ในแก๊งอาชญากรรมด้วย และยิ่งไปกว่านั้นเราพบว่า จากความผันแปรของยีนเหล่านี้ สามารถจำแนกสมาชิกในแก๊งที่มีพฤติกรรมรุนแรงและชอบใช้อาวุธที่แสดงออกมาให้เห็นชัดแจ้งมากกว่าคนอื่นๆ ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวน้อยกว่า" บีเวอร์ กล่าว
       
       ทั้งนี้ ยีน MAOA มีผลต่อระดับของสารสื่อประสาทบางชนิด เช่น โดพามีน (dopamine) และเซอโรโทนิน (serotonin) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางอารมณ์และพฤติกรรม
       
       ส่วนความผันแปรที่เกิดขึ้นกับยีนดังกล่าวก็มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมรุนแรงและถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ซึ่งบางงานวิจัยที่มีการศึกษาก่อนหน้านี้ก็พบว่า "ยีนนักรบ" แพร่กระจายอยู่ทั่วไปในกลุ่มสังคมที่เป็นมักทำสงครามหรือเป็นฝ่ายรุกรานผู้อื่น
       
       บีเวอร์กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับยีน MAOA คือตำแหน่งของยีนบนโครโมโซมเอ็กซ์ (X-chromosome) และเนื่องเพศชายที่มีโครโมโซม X และโครโมโซมวาย (Y) อย่างละ 1 คู่ จะมีสำเนาของยีนดังกล่าว 1 สำเนา ขณะเพศหญิง ซึ่งมีโครโมโซม X 2 คู่ ก็จะมียีนนักรบ 2 สำเนา
       
       ฉะนั้น หากผู้ชายมีความผันแปรของยีน MAOA ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง ก็จะไม่มียีน MAOA อีกสำเนาหนึ่งมาช่วยต้านหรือลดผลกระทบที่เกิดจากความผันแปรดังกล่าว ทว่าผู้หญิงซึ่งมียีน MAOA จำนวน 2 สำเนา หากสำเนาอันใดอันหนึ่งเกิดความผันแปร ก็จะมียีนอีกสำเนาหนึ่งช่วยชดเชยและทำให้เกิดความสมดุล
       

       "นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมนักวิจัยที่ศึกษายีน MAOA เกือบทุกคนพุ่งเป้าไปศึกษาในเพศชายเสียส่วนใหญ่ และน่าจะเป็นไปได้เช่นกันว่าทำไมผลจากยีน MAOA จึงตรวจพบได้เฉพาะในผู้ชาย" หัวหน้าทีมวิจัยกล่าว.
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000065390


--
Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://www.pdc.go.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

สัตว์ตัวไหนเชื่องไม่เชื่อง ที่แท้ "ยีน" เป็นตัวกำหนด


สัตว์ตัวไหนเชื่องไม่เชื่อง ที่แท้ "ยีน" เป็นตัวกำหนด
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 มิถุนายน 2552 12:12 น.
ควายป่าแอฟริกัน ที่ชาวแอฟริกาใต้พยามทำให้เชื่องและนำมาเลี้ยง แต่ยังไม่เคยทำสำเร็จเลย (ภาพจาก ไซน์เดลี/iStockphoto/Johan Swanepoel)
       คนสมัยก่อนอาจมีความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์ที่มีนิสัยเชื่อง ไม่ดุร้าย ว่าเป็นเพราะการถูกชะตา เข้ากันได้หรืออะไรก็ตามแต่ แต่เดี๋ยวนี้นักวิจัยพิสูจน์ได้แล้วว่า เหตุที่ทำสัตว์เชื่องได้มีอยู่ในยีน เป็นความหวังให้นักปรับปรุงพันธุ์เปลี่ยนสัตว์ดุร้ายให้กลายเป็นมิตรกับคนได้
       
       ทีมนักวิทยาศาสตร์จากประเทศเยอรมนี, รัสเซีย และสวีเดน ค้นพบยีนที่ทำให้สัตว์มีนิสัยเชื่อง ไม่ดุร้ายหรือเป็นพิษภัยกับคน โดยได้พีพิมพ์เรื่องดังกล่าวในวารสารเจเนติกส์ (Genetics) ฉบับของเดือน มิ.ย.52 ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักปรับปรุงพันธุ์สัตว์ เกษตรกร รวมทั้งนักสัตววิทยา หรือนักวิชาการ ที่จะศึกษาทำความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นว่าทำไมสัตว์บางชนิดถึงปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้ดีกว่าสัตว์ชนิดอื่น รวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์สัตว์รุ่นใหม่ให้มีความเชื่องได้อย่างแม่นยำ
       
       "ผมหวังว่าการศึกษาของพวกเรานี้จะนำไปสู่ความเข้าใจในรายละเอียดทางพันธุศาสตร์และชีววิทยาของสัตว์ที่มีนิสัยเชื่องได้ในที่สุด และบางทีเราอาจจะสามารถทำให้สัตว์บางชนิดเชื่องลงหรือนำมาเลี้ยงได้ ซึ่งในอดีตมนุษย์เราไม่เคยทำได้มาก่อน เช่น ควายป่าแอฟริกัน (African Buffalo)" ข้อเสนอแนะของแฟรงก์ อัลเบิร์ต (Frank Albert) นักวิทยาศาสตร์และหัวหน้าทีมวิจัยเรื่องดังกล่าวจากสถาบันมักซ์พลังก์เพื่อการศึกษามานุษยวิทยาวิวัฒนาการ (Max Planck Institute for Evolutionary Anthropology) ในเยอรมนี
       
       ทั้งนี้ ไซน์เดลีรายงานว่า ผลสำเร็จการค้นพบยีนส่วนที่ทำให้สัตว์มีนิสัยเชื่องสืบเนื่องย้อนกลับไปได้ถึงปี 2515 เมื่อนักวิจัยรัสเซียสามารถจับหนูแรทที่แพร่กระจายอยู่ทั่วเมืองได้ เมื่อจับหนูเหล่านั้นมาไว้ในห้องแล็บ นักวิจัยก็แยกหนูออกเป็น 2 กลุ่ม โดยหนูกลุ่มแรกส่วนใหญ่มีนิสัยเป็นมิตร ไม่ก้าวร้าวกับคน สามารถสัมผัสและจับต้องได้ ขณะที่หนูอีกกลุ่มหนึ่งส่วนใหญ่จะมีนิสัยก้าวร้าว ชอบร้องส่งเสียงดัง และมักวิ่งหนี หรือจู่โจมกัดนักวิจัย
       
       เมื่อนักวิจัยจับหนูทั้งสองกลุ่มมาผสมพันธุ์กันหลายๆ รุ่น และศึกษาจีโนมของหนูเปรียบเทียบกัน ซึ่งหนูที่เชื่องและไม่เชื่องกับคนก็จะมีพฤติกรรมแตกต่างกันอย่างมาก จนนักวิจัยสามารถระบุได้ว่ายีนบริเวณใดมีส่วนเกี่ยวข้องและทำให้หนูมีนิสัยเชื่องหรือก้าวร้าว
       
       "เป็นเวลาหลายพันปีมาแล้ว ที่มนุษย์นำสัตว์ที่มีนิสัยเชื่องมาเลี้ยง ซึ่งบ้างก็มีความเชื่อ ตำนาน หรือเทพนิยายที่เกี่ยวกับสัตว์ที่มีนิสัยเชื่อง แต่ ณ ขณะนี้เรารู้แล้วว่าพันธุกรรมมีบทบาทสำคัญมากต่อพฤติกรรมเชื่องของสัตว์เหล่านั้น และงานวิจัยเรื่องนี้ก็อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวในเชิงวิทยาศาสตร์ได้อย่างน่าเชื่อถือ และอาจทำให้เราสามารถเพาะพันธุ์สัตว์ชนิดที่ครั้งหนึ่งเราเคยเชื่อกันว่าสัตว์นั้นจะไม่มีทางเชื่องเลยให้กลายเป็นสัตว์ที่มีนิสัยเชื่องได้ในที่สุด" มาร์ค จอห์สตัน (Mark Johnston) บรรณาธิการใหญ่ของวารสารเจเนติกส์กล่าวแสดงความเห็น
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000065664

--
Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://www.pdc.go.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

ผลวิจัยชี้คนเราเลือกคู่ดูกันที่ความต่างของยีน

ผลวิจัยชี้คนเราเลือกคู่ดูกันที่ความต่างของยีน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 พฤษภาคม 2552 00:35 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

กลไกการเลือกคู่ ไม่ได้ดูกันแค่หน้าตาเพียงอย่างเดียว นักวิจัยบราซิลเผยหลักฐานบ่งชี้จิตใต้สำนึกคนเรา บอกให้เลือกคู่ครองเป็นเพศตรงข้ามที่มียีนไม่เหมือนกัน เพราะหวังจะให้ลูกหลานที่เกิดมาแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย เป็นข้อได้เปรียบของวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์
       
       มาเรีย ดา กราซา บิคาลโฮ (Maria da Graca Bicalho) และทีมวิจัย มหาวิทยาลัยปารานา (University of Parana) ประเทศบราซิล ศึกษาคู่แต่งงาน พบหลักฐานบ่งชี้ว่าคนเรามักทำให้ตัดสินใจเลือกคู่ครอง ที่มีความแตกต่างกันทางพันธุกรรม มากกว่าที่จะเป็นไปโดยการสุ่ม ซึ่งทำให้ได้ลูกหลานที่สุขภาพแข็งแรงกว่า และเป็นข้อได้เปรียบในการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
       
       รอยเตอร์ระบุว่า ทีมวิจัยได้นำเสนอผลงานวิจัยเรื่องนี้ ในที่ประชุมวิชาการสมาคมพันธุศาสตร์มนุษย์แห่งยุโรป (European Society of Human Genetics) ที่จัดขึ้นในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
       
       "แม้ว่ามันอาจจะโน้มน้าว ชวนให้เราคิดว่าคนเรามักเลือกคู่ครองด้วยเหตุผลที่ว่าพวกเขามีอะไรที่คล้ายๆกัน แต่ผลการวิจัยของเราแสดงให้เห็นชัดเจนเลยว่าเพราะความแตกต่างจึงทำให้การดำรงเผ่าพันธุ์ประสบผลสำเร็จ และจิตใต้สำนึกที่ต้องการมีลูกหลานที่มีสุขภาพแข็งแรง เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเลือกคู่" บิคาลโฮ กล่าว
       
       ทั้งนี้ นักวิจัยส่วนใหญ่พบหลักฐานแล้วว่าในสัตว์ต่างๆ นั้นมักได้รับความสนใจจากเพศตรงข้ามที่มียีนในส่วนของระบบภูมิคุ้มกันที่เรียก เอ็มเอชซี (major histocompatibility complex: MHC) แตกต่างกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการมีสุขภาพแข็งแรง และการจับคู่โดยมี MHC ไม่เหมือนกันจะส่งผลดีต่อลูกหลานรุ่นต่อๆไป
       
       บิคาลโฮให้รายละเอียดว่า ทีมวิจัยของเขาได้ศึกษาข้อมูลทางพันธุกรรมของคู่สามีภรรยาจำนวน 90 คู่ เปรียบเทียบกับคู่แต่งงานสมมติในกลุ่มควบคุมที่ทำการจับคู่ให้แบบสุ่ม พบว่าคู่แต่งงานจริงมี MHC แตกต่างกันมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
       
       "พ่อแม่ที่มีความแตกต่างกันทางพันธุกรรม จะทำให้ลูกหลานที่เกิดมามีความสามารถป้องกันการติดเชื้อโรคได้ดีกว่า เนื่องจากมียีนที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันที่มีความหลากหลายมากกว่า และถ้ายีน MHC ไม่ได้มีอิทธิพลในการเลือกคู่ครองจริงอย่างที่ว่า เราก็หวังว่าจะเห็นผลการศึกษาที่เหมือนกันระหว่างคู่แต่งงานทั้ง 2 กลุ่ม แต่นี่เรากลับพบว่าคู่แต่งงานที่เป็นคู่ชีวิตกันจริงๆ มีความแตกต่างของ MHC มากกว่าคู่สมมติ และมากกว่าที่จะเกิดขึ้นโดยบังเอิญ" บิคาลโฮ อธิบาย
       
       อย่างไรก็ดี นักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดว่า สัญญาณอะไรที่ดึงดูดคนสองคนที่มีพันธุกรรมไม่เหมือนกันให้มาสนใจกันและกันได้ แต่อาจบอกได้ว่าส่วนหนึ่งนั้นมาจากกลิ่นกายหรือโครงสร้างของใบหน้าที่เป็นสิ่งต้องตาตรึงใจของฝ่ายตรงข้าม และก่อนหน้านี้เคยมีการศึกษากันและได้ข้อมูลว่าสัตว์ส่วนใหญ่จะใช้กลิ่นกายเป็นสัญญาณในการเลือกคู่ที่มีพันธุกรรมเหมือนหรือต่างกัน โดยอาจมีปัจจัยทางกายภาพเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยบ้าง.
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000059064


--
Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://www.pdc.go.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

จาก "ข้าวกล่ำ" ไร้คนสนใจสู่ "ไรซ์เบอรี่" ธัญพืชต้านอนุมูลอิสระ


จาก “ข้าวกล่ำ” ไร้คนสนใจสู่ “ไรซ์เบอรี่” ธัญพืชต้านอนุมูลอิสระ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 กุมภาพันธ์ 2550 11:58 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น



แบล็กเบอรี่ บลูเบอรี่ มิกซ์เบอรี่ ฤาจะสู้ “ไรซ์เบอรี่” ธัญพืชสีม่วงอันอุดมสารต้านอนุมูลอิสระจากผืนนาไทย ทั้งวิตามินอี เบตาแคโรทีนและโอเมกา-3 ผลงานพัฒนาคุณภาพพันธุ์ “ข้าวกล่ำ” ของ “ดร.อภิชาติ” นักวิจัยผู้ติดใจรสชาติข้าวสีม่วงมาตั้งแต่วัยเด็ก
       
       น้อยคนนักที่จะรู้จัก “ข้าวกล่ำ” ธัญพืชแห่งพระแม่โพสพที่มีเมล็ดสีดำ แต่หากได้ลองลิ้มชิมรสเชื่อว่าจะทำให้หลายๆ คนติดใจได้ไม่ยาก นำไปทำขนมไทย เช่น ข้าวหลามหรือข้าวหลามตัดได้อร่อยต่างจากข้าวขาวทั่วไป แต่ด้วยความนิยมในข้าวขาวที่มีมากกว่าและการเพาะปลูกข้าวกร่ำยังให้ผลิตน้อยจึงไม่ได้รับความสนใจจากเกษตรกร
       
       โชคดีที่ข้าวกล่ำยังได้รับความสนใจจากนักวิจัยข้าวระดับประเทศอย่าง รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักวิจัยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ผู้มีความชื่นชอบในรสชาติของข้าวชนิดนี้มาตั้งแต่เด็ก เมื่อมีโอกาสจึงได้ใช้ความรู้ความสามารถที่มีเพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าวกล่ำที่มีข้อเสียคือมีฤดูเพาะปลูกสั้น และให้ผลผลิตต่ำเพราะมีรูปทรงที่บานเมื่อมีเมล็ดข้าวมากๆ ก็ทำต้นล้ม ทั้งยังไม่ต้านทานต่อแมลงและแบคทีเรียอีกด้วย
       
       “ผมเป็นคนชอบทานข้าวสีม่วงหรือข้าวกล่ำซึ่งมีสีดำมาตั้งแต่เด็กแล้ว เมื่อมีโอกาสทำงานวิจัยเรื่องข้าวจึงคิดว่าต้องทำเรื่องข้าวสีดำ ตอนเด็กๆ เคยนั่งรถผ่านทุ่งรังสิตจะเห็นในนาเป็นหย่อมสีม่วง ก็สงสัยว่าคืออะไรถึงรู้ว่าเป็นข้าวกร่ำหรือข้าวดำ เอาไปทำขนมก็อร่อย อย่างข้าวหลามก็ต้องเป็นข้าวเหนียวดำ ” รศ.ดร.อภิชาติกล่าวถึงข้าวสีดำหรือข้าวกร่ำที่นำมาพัฒนาเป็นข้าวสีม่วงและให้ชื่อว่า “ไรซ์เบอรี่” โดยเป็นงานวิจัยที่ทำควบคู่ไปกับการวิจัยข้าวทนน้ำท่วมตั้งแต่ลำดับยีนและหายีนความหอมในข้าวหอมมะลิ
       
       ด้วยความอร่อยที่ดึงดูดให้ รศ.ดร.อภิชาติทำการวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุ์จนได้ข้าวสีม่วงที่มีทรงต้นสวย และทนแมลงได้ระดับหนึ่ง ทั้งเมื่อวิเคราะห์สารอาหารของไรซ์เบอรี่แล้วยังพบความน่าสนใจที่ข้าวชนิดนี้มีสารอาหารที่มากกว่าข้าวกล้อง คือมีสารต้านอูลอิสระอย่างเบตาแคโรทีนซึ่งไม่พบในข้าวขาวสูงถึง 63 ไมโครกรัมต่อข้าว 100 กรัม และมีวิตามินอีสูงถึง 680 ไมโครกรัมต่อข้าว 100 กรัม ทั้งยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ เช่น ธาตุเหล็ก โอเมกา-3 เป็นต้น
       
       รศ.ดร.อภิชาติกล่าวว่าสารต้านอนุมูลอิสระนั้นมีผลที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดคอเรสเตอรอล ลดปัญหาโรคอ้วน เลือดข้น เลือดเป็นพิษ ซึ่งข้าวที่มีสารต้านอนุมูลจะช่วยได้ อีกทั้งโดยเฉลี่ยเรารับประทานข้าวกันวันละ 250 กรัม หากเรารับประทานข้าวที่มีสารต้านอนุมูลอิสระก็เหมือนได้รับยาจากแหล่งที่ดีและเป็นแหล่งที่มีโภชนาการสูง
       
       “เนื่องจากข้าวดำไม่ค่อยมีการปรับปรุงพันธุ์ จึงนับว่างานวิจัยนี้ค่อนข้างประสบความสำเร็จ” รศ.ดร.อภิชาติกล่าว แต่ข้าวสีม่วงก็ยังมีข้อเสียที่เหม็นหืนง่ายกว่าข้าวทั่วไป ทั้งนี้คาดว่าเพราะมีสารอาหารเยอะกว่า จึงยังมีงานที่ต้องปรับปรุงพันธุ์ให้ข้าวมีเบตาแคโรทีนมากกว่านี้ รวมทั้งลดกรดไฟติก (Phytic Acid) ที่อยู่ในรำข้าว เนื่องจากรำข้าวเป็นอาหารสัตว์ที่สำคัญ เมื่อสัตว์ได้รับกรดดังกล่าวก็จะดูดซึมฟอสฟอรัสได้น้อยลง ฟอสฟอรัสจึงออกจากร่างกายสัตว์ไปกับพร้อมกับมูล หากปล่อยสู่ธรรมชาติจะกลายเป็นแหล่งอาหารที่ดีของแบคทีเรียและกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในที่สุด
       
       นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่รับช่วงต่อจากการปรับปรุงพันธุ์ไรซ์เบอรี่ของ รศ.ดร.อภิชาติ โดยการแปรรูปข้าว เช่น สกัดน้ำมันรำข้าวจากไรซ์เบอรี่ซึ่งให้สารต้านอนุมูลอิสระสูงและนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรือใช้ในการประกอบอาหารก็ได้ รวมทั้งนำข้าวไปแปรรูปเป็นขนมปัง หม่านโถว หรือแป้งข้าว เป็นต้น ซึ่งจะช่วยขยายตลาดให้กับข้าวสีม่วงได้
       
       อย่างไรก็ดีก่อนที่จะหันมาวิจัยเรื่องข้าวอย่างจริงจัง รศ.ดร.อภิชาติได้ทำวิจัยเรื่องข้าวสาลีมาก่อนเมื่อครั้งเรียนปริญญาเอกทางด้านพืชไร่ที่มหาวิทยาลัยโอเรกอนสเตท (Oregon State University) สหรัฐอเมริกา รวมทั้งศึกษาเรื่องการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดและถั่วเหลืองในระดับการศึกษาหลังปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเจอร์เจีย (University of Georgia) ซึ่งในส่วนของข้าวสาลีนั้นเขาเห็นว่าไม่คุ้มที่จะปลูกในเมืองไทยแต่ก็มีคนพัฒนาจนสามารถปลูกได้ แต่ประสบการณ์ที่ศึกษาพืชเหล่านี้ทำให้การศึกษาเรื่องข้าวได้เร็วขึ้น
       
       “ทำข้าวง่าย สนุก และทานได้ด้วย เพราะเป็นคนชอบทานข้าว แต่ข้าวสาลีเราต้องไปขอพันธุ์เขา ปลูกก็ยาก พอได้มาวิจัยข้าวถึงได้รู้ว่าโง่อยู่ตั้งนาน ทำข้าวสนุกกว่าตั้งเยอะ ถึงอย่างนั้นประสบการณ์ที่ได้ทำข้าวโพด ข้าวสาลีก็ช่วยให้ทำงานข้าวได้เร็วขึ้น” รศ.ดร.อภิชาติกล่าว
       
       การทำวิจัยข้าวเป็นเวลา 8 ปีของ รศ.ดร.อภิชาติ ตั้งแต่ปี 2542 หลังจบการศึกษามาจากสหรัฐ ครอบคลุมการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ทนต่อสภาพแวดล้อมและมีสารอาหารที่เพิ่มขึ้น อาศัยความรู้ทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อศึกษาลงลึกในระดับยีนของข้าว ทำให้ผลงานเป็นที่ประจักษ์จนได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2549
       
       …รศ.ดร.อภิชาติเป็นตัวอย่างหนึ่งของนักวิจัยที่นำสิ่งมีคุณค่าในชาติมาพัฒนาให้มีคุณค่ายิ่งขึ้น เราเชื่อว่าทรัพยากรอันอุดมบนผืนแผ่นดินไทยจะจุดประกายให้ใครอีกหลายคนได้สร้างสรรค์งานที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป..

http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9500000013884

--
Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://www.pdc.go.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

เปิดสิทธิบัตร "วิธีควบคุมยีนข้าวหอม" เผย "ออสเตรเลีย" คู่แข่งที่น่ากลัว

เปิดสิทธิบัตร "วิธีควบคุมยีนข้าวหอม" เผย "ออสเตรเลีย" คู่แข่งที่น่ากลัว
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กรกฎาคม 2552 11:38 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร

เหรียญสดุดีพระเกียรติคุณ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” (ภาพจากไบโอเทค)

ด้านหลังของเหรียญ (ภาพจากไบโอเทค)

เป็นที่น่าภาคภูมิใจสำหรับคนไทยที่นักวิจัยในชาติค้นพบ "ยีนความหอมในข้าว" จนได้สิทธิบัตรการควบคุมยีนดังกล่าวจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหนทาง ในการปกป้องข้าวไทยที่มีความโดดเด่นเรื่องความหอม แต่นักวิจัยไทยกำลังกังวลว่า "ออสเตรเลีย" ซึ่งเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวและค้นพบยีนความหอมเช่นกันจะได้รับสิทธิบัตรซึ่งจะครอบคลุมหลายประเทศกว่า
       
       รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) และนักวิจัยหน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จากทีมวิจัยค้นพบยีนความหอมในข้าว และได้รับสิทธิบัตรจากสหรัฐฯ ตั้งแต่ 15 ม.ค.51 จากการค้นพบ "วิธีควบคุมความหอมจากยีนข้าว" โดยเขาอธิบายถึงผลงานให้กับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ฟังว่า ได้ทดลองตัดต่อพันธุกรรม โดยใส่ยีนดังกล่าวในข้าวญี่ปุ่นที่ไม่หอมให้มีความหอมได้
       
       ผลจากการจดสิทธิบัตรในสหรัฐฯ ซึ่งมีอายุคุ้มครอง 20 ปีนั้น ช่วยคุ้มครองข้าวไทย จากประเทศที่มีศักยภาพในการพัฒนาสายพันธุ์ข้าว และเป็นคู่แข่งของไทยได้ โดยผู้ที่จะนำชิ้นส่วนของยีนความหอมไปใช้ในข้าว ต้องขออนุญาตจากไทยก่อน ซึ่งเหตุผลที่ยื่นจดสิทธิบัตรในสหรัฐฯ นั้น รศ.ดร.อภิชาติให้เหตุผลกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศที่เป็นต้นกำเนิดทางด้านสิทธิบัตร และเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงในวิทยาการด้านการตัดต่อพันธุกรรม
       
       ไทยได้ค้นพบยีนความหอมตั้งแต่ปี 2548 และประกาศยืนยันการค้นพบ เมื่อกลางปี 2549 และปีเดียวกันนี้ ได้ยื่นขอสิทธิบัตรจากสหรัฐฯ ซึ่งนักวิจัยข้าวจาก มก.บอกว่า ใช้เวลาได้เร็วกว่ายื่นขอสิทธิบัตรในไทย ซึ่งยื่นขอสิทธิบัตรเช่นเดียวกัน เนื่องจากสหรัฐฯ มีนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญและเข้าใจในด้านเคมี ชีววิทยา ทำให้เข้าใจในงานวิจัยที่ยื่นจดสิทธิบัตรได้เร็ว และยังได้ยื่นจดสิทธิบัตรในอีก 9 ประเทศ ที่มีศักยภาพในการพัฒนาพันธุ์ข้าว อาทิ จีน อินเดีย เวียดนาม ซึ่งหวังว่าการได้สิทธิบัตรจากสหรัฐฯ จะทำให้ได้สิทธิบัตรจากประเทศอื่นเร็วขึ้น
       
       เปิดสิทธิบัตรวิธีควบคุมความหอมของข้าว
       
       ตามสิทธิบัตรจากสหรัฐฯ หมายเลข (Patent number) 7319181 เรื่อง “Transgenic rice plants with reduced expression of Os2AP and elevated levels of 2-acetyl-1-pyroline” ซึ่งระบุว่า รศ.ดร.อภิชาติและทีมวิจัย ได้ค้นพบยีนที่ควบคุมความหอมในข้าว (Os2AP) และจากการศึกษาการทำงานของยีนนี้ พบว่าในข้าวหอม ยีนนี้ถูกกดหรือถูกยับยั้ง ทำให้มีการสร้างสารหอมแทนการสร้างสารที่เป็นผลมาจากการแสดงออกของยีน Os2AP
       
       ในขณะที่ข้าวสายพันธุ์ที่ไม่หอม ยีนนี้มีการแสดงออกหรือมีการทำงาน ทำให้สร้างสารอื่นแทนการสร้างสารหอม และจากการยับยั้งการแสดงออกของยีน Os2AP [ที่ปกติ] ในข้าวญี่ปุ่นสายพันธุ์นิพพอนบาเร พบว่า เมื่อมีการกดหรือยับยั้งการทำงานของยีนดังกล่าว ข้าวนิพพอนบาเรสามารถสร้างสารหอมได้ ซึ่งการค้นพบดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวและพืชอื่นๆ ต่อไป
       
       ส่วนบทคัดย่อในสิทธิบัตรระบุไว้ว่า สารประกอบ 2-อะเซทิล-1-ไพโรลีน (2-acetyl-1-pyrroline) เป็นสารที่มีกลิ่นหอมและมีอยู่ในข้าวหอมทุกชนิด สามารถทำการตัดต่อพันธุกรรมข้าวเพื่อให้มีการสร้างสารนี้มากขึ้นกว่าในธรรมชาติได้ โดยการลดการแสดงออกของยีน Os2AP และโปรตีนที่มีผลต่อการแสดงออกของสารหอมในข้าว ซึ่งจะทำให้ข้าวสร้างสารหอมและมีความหอมมากยิ่งขึ้น และสิ่งที่ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิบัตร มีดังนี้
       
       1.วิธีการเพิ่มความหอมในข้าว ด้วยการเพิ่มปริมาณสารประกอบ 2-acetyl-1-pyrroline ในข้าวตัดต่อพันธุกรรม เมื่อเทียบกับปริมาณของสารดังกล่าวในข้าวชนิดเดียวกันที่ไม่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรม ซึ่งทำโดยการตัดต่อพันธุกรรมเพื่อลดปริมาณของ mRNA ในส่วนที่มีรหัสพันธุกรรมประกอบด้วยกรดนิวคลิอิกในลำดับ SEQ ID NO: 5 และวิธีการลดปริมาณ mRNA โดยทำให้เกิดการแสดงออกของกรดนิวคลิอิกดังกล่าวในลักษณะ anantisense orientation หรือโดยการแสดงออกของ RNA interference (RNAi) ที่ประกอบด้วยลำดับนิวคลีโอไทด์ของกรดนิวคลิอิกดังกล่าวอย่างน้อย 20 นิวคลีโอไทด์ รวมถึงขั้นตอนการคัดเลือกพืชที่ประสบผลสำเร็จในการเพิ่มกลิ่นหอมที่เหมือนข้าวโพดคั่ว (popcorn-like aroma) หรือการเพิ่มของสารประกอบ 2-acetyl-1-pyrroline ที่เกี่ยวข้องกับข้าวชนิดนี้
       
       2. วิธีการในข้อ 1. ที่เกี่ยวกับการลดปริมาณ mRNA ของกรดนิวคลิอิกดังกล่าว โดยการแสดงออกของกรดนิวคลิอิกดังกล่าวในลักษณะ antisense orientation
       
       3. วิธีการในข้อ 1 ที่เกี่ยวกับการลดปริมาณ mRNA ของกรดนิวคลิอิกดังกล่าว โดยการแสดงออกของกรดนิวคลิอิกดังกล่าวในภาวะที่มีโครงสร้างของ RNAi
       
       4. วิธีการในข้อ 1 ที่โครงสร้างของ RNAi ประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์ลำดับที่ 609-867 ของกรดนิวคลีอิก SEQ ID NO: 5
       
       "คุมยีนความหอมข้าว" แข่งขันสูงหวั่นออสซี่ได้สิทธิมากกว่า
       
       "การแข่งขันหายีนความหอมข้าวนี้แข่งขันกันสูงมาก มีประเทศอื่นๆ ที่ศึกษาเรื่องนี้เช่นกัน อาทิ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส แต่ไทยเราได้ทุ่มมาในเรื่องนี้อย่างมาก ซึ่งการค้นหายีนความหอมไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ เพราะต้องอาศัยประสาทสัมผัสในการดมกลิ่น เพื่อค้นหาว่ายีนได้ช่วยให้ข้าวแสดงความหอมหรือไม่ แต่ก็มีอีกวิธีในการวิเคราะห์สารประกอบทางเคมี แต่วิธีนี้ต้องลงทุนและใชปริมาณข้าวสูงมาก และยุ่งยากกว่า เราจึงใช้วิธีดม" รศ.ดร.อภิชาติกล่าว
       
       อย่างไรก็ดี ใช่ว่าเมื่อได้สิทธิบัตรจากสหรัฐฯ แล้วจะวางใจได้ โดย รศ.ดร.อภิชาติได้บอกกับเราว่า ออสเตรเลียเป็นประเทศที่น่ากลัวในการแข่งขันเรื่องการวิจัยยันความหอมของข้าว และได้ยื่นขอสิทธิบัตรไล่หลังไทยไม่นานนัก และยังได้ยื่นขออนุสิทธิบัตร ซึ่งเป็นเสมือนการ "จองชื่อ" ไว้ก่อน จากงานวิจัยด้านยีนความหอมเช่นกันในออสเตรเลีย จากนั้นได้ยื่นขอสิทธิบัตรจากระบบสนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตรหรือพีซีที (Patent Co-operation Treaty: PCT) ซึ่งมีหน่วยงานรับจดสิทธิบัตรที่หลายประเทศเป็นสมาชิก และหากออสเตรเลียได้สิทธิบัตรจากหน่วยงานนี้ผลงานจะได้รับคุ้มครองในหลายประเทศและยังมีผลย้อนไปก่อนไทย 3 เดือน ซึ่งเป็นเวลาที่ได้อนุสิทธิบัตร.

http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000073399

--
Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://www.pdc.go.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

ค้านไทยแก้กฎหมายรับจดสิทธิบัตรยีนข้าวหอม หวั่นเปิดทางต่างชาติกอบโกย

ค้านไทยแก้กฎหมายรับจดสิทธิบัตรยีนข้าวหอม หวั่นเปิดทางต่างชาติกอบโกย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กรกฎาคม 2552 11:54 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ (กลาง), นายเจริญ คัมภีรภาพ (ขวา) และนายบัณฑูร เศรษศิโรตม์ (ซ้าย) พร้อมด้วยเครือข่ายวิชาการเพื่อคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพไทย แถลงถึงการคัดค้านการจดสิทธิบัตรยีนข้าวหอมมะลิ เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 52 ณ อาคาร เคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

ผศ.ดร.สมชาย รัตนซื่อสกุล

รศ.ดร.สุรวิช วรรณไกรโรจน์

ไบโอไทยรวมกลุ่มนักกฎหมาย-นักวิชาการ ค้านจดสิทธิบัตรยีนข้าวในไทย หวั่นเปิดทางให้มหาอำนาจเข้ามาจดสิทธิบัตรกอบโกยทรัพยากรชีวภาพของคนไทย ระบุเราอาจตกหลุมพรางต่างชาติ ที่มีเทคโนโลยีที่เหนือกว่า ด้านอาจารย์ ม.เกษตร ตั้งข้อสังเกตอาจหวังบังคับใช้สิทธิกับคนไทย จี้ สวทช.แถลงให้ชัดเจนจดสิทธิบัตรอะไรกันแน่ พร้อมเรียกร้องผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบงานวิจัยด่วน ว่าทำถูกกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชหรือไม่
       
       สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.52 ที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองคำข้าวสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกราบบังคมทูลรายงานความสำเร็จของนักวิจัยไทย ที่ได้รับสิทธิบัตรยีนควบคุมความหอมในข้าวไทยจากสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค.51 และหลังจากนั้นได้มีความพยายามผลักดันให้ประเทศไทย รับจดสิทธิบัตรยีนความหอมในข้าวด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังมีข่าวว่านายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ ได้สั่งให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาเร่งรับจดสิทธิบัตรยีนข้าวหอมมะลิดังกล่าว ทำให้มีการถกเถียงกันในประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง
       
       ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ก.ค.52 ที่ผ่านมา เครือข่ายวิชาการเพื่อคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพไทย ซึ่งประกอบด้วย นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีหรือไบโอไทย, ดร.ปิยะศักดิ์ ชอุ่มพฤกษ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผศ.ดร.สมชาย รัตนซื่อสกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, นายเจริญ คัมภีรภาพ นักวิชาการด้านกฎหมาย มหาวิทยาลัยศิลปากร, รศ.ดร.สุรวิช วรรณไกรโรจน์ อาจารย์ประจำคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนายบัณฑูร เศรษศิโรตม์ ตัวแทนกลุ่มเอฟทีเอว็อทช์ ได้ออกมาแถลงถึงการคัดค้านการจดสิทธิบัตรยีนข้าวหอมมะลิ ซึ่งทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ และสื่อมวลชนอีกจำนวนมากให้ความสนใจร่วมรับฟังด้วย
       
       วางกับดักตัวเองแก้กฎหมายจดสิ่งมีชีวิต เปิดประตูให้ยักษ์ใหญ่กอบโกย
       
       นายวิฑูรย์ กล่าวว่า การที่นักวิจัยไทยได้จดสิทธิบัตรยีนข้าวหอมมะลิในต่างประเทศ และอธิบายว่าเป็นการป้องกันต่างชาติ นำข้าวหอมมะลิของไทยไปจดสิทธิบัตรเป็นของตัวเอง แต่ขณะนี้กลุ่มนักวิจัย กระทรวงวิทยาศาสตร์ และกระทรวงพาณิชย์ กำลังผลักดันให้มีการจดสิทธิบัตรยีนข้าวหอมมะลิในไทย ซึ่งกฎหมายไทยไม่อนุญาตให้จดสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิต หากจะทำก็ต้องแก้กฎหมาย ซึ่งอาจเป็นกับดักของไทยให้ต่างชาติเข้ามายึดครองทรัพยากรทางชีวภาพของไทยได้
       
       ด้าน ผศ.ดร.สมชาย กล่าวชื่นชมนักวิจัยไทย ที่สามารถค้นพบกระบวนการที่ทำให้ข้าวหอมมะลิไทยมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่ประเด็นที่ต้องคิดต่อคือว่า ขณะนี้ สวทช. ได้จดสิทธิบัตรในกระบวนการและตัวยีนนี้ในหลายประเทศทั่วโลก เชื่อว่ามีเจตนาป้องกันไม่ให้ต่างชาตินำข้าวหอมมะลิไทยไปจดสิทธิบัตรเป็นเจ้าของ แต่ประเด็นสำคัญคือว่า ประเทศไทยควรจะรับจดสิทธิบัตรในรูปแบบเดียวกันหรือไม่ ต้องคิดสักนิดว่าถ้าไทยจะเปิดให้จดได้ จะมีผลกระทบอย่างไรกับประเทศไทย
       
       "ทุกประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก จะต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองขั้นต่ำตามที่ตกลงไว้ในข้อตกลงทริปส์ ซึ่งหลายประเทศมีรายละเอียดการคุ้มครองที่แตกต่างกันได้ ประเทศสหรัฐฯ มีกฎหมายสิทธิบัตรพืชมานานหลายสิบปีแล้ว แต่ประเทศไทยเราไม่มี"
       
       "อย่างไรก็ตาม ในข้อตกลงทริปส์ ก็ให้สิทธิประเทศสมาชิกที่จะไม่คุ้มครองสิ่งมีชีวิตได้ ซึ่งจุดยืนของประเทศไทย และกฎหมายสิทธิบัตรไทยในขณะนี้ เราไม่คุ้มครองสิ่งมีชีวิต ประเด็นคือถ้าเราไม่คุ้มครองแล้วมันดียังไง แล้วถ้าเราคุ้มครองจะมีประโยชน์ยังไง เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ"
       
       "สหรัฐฯ จะรับจดนั่นก็เป็นเรื่องของเขา เพราะเขาเห็นว่าเป็นประโยชน์กับประเทศเขา แต่หากประเทศเปิดช่องให้จดสิทธิบัตรยีนข้าวหอมได้ ต่อไปก็จะมีการจดสิทธิบัตรยีนต้นนั้นต้นนี้ตามมา เป็นการเปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามาจดสิทธิบัตรเหนือทรัพยากรพันธุกรรมที่มีอยู่ในประเทศไทยได้ ซึ่งเทคโนโลยีและความก้าวหน้าในเรื่องนี้ของไทยยังด้อยกว่าต่างชาติที่พัฒนากันมานานมากแล้ว" ผศ.ดร. สมชายกล่าว
       
       "การที่เราจะรับจดหรือไม่รับจด ขึ้นอยู่กับการพิจารณาว่าอันไหนเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากน้อยกว่ากัน ถ้าเราเปิดช่องให้จดได้ เท่ากับว่าเราเปิดประตูให้ต่างชาติเข้ามาจดสิทธิบัตรพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ของไทยได้ และในอนาคตถ้าเคนไทยจะใช้ประโยชน์ก็ต้องเสียค่าการใช้สิทธิ์ในสิทธิบัตรให้ต่างชาติที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตร" ผศ.ดร.สมชายกล่าว
       
       พร้อมกันนี้ ผศ.ดร.สมชายได้ยกตัวอย่างถึงกฎหมายสิทธิบัตรแต่เติม ที่ไม่คุ้มครองการจดสิทธิบัตรยา ต่อมามีการผลักดันให้สามารถจดสิทธิบัตรยาได้ เพื่อให้นักวิจัยไทยมีโอกาสพัฒนายาและเป็นเจ้าของสิทธิบัตรเอง แต่มาถึงทุกวันนี้มีคนไทยสักกี่คนที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรยาที่ขึ้นทะเบียนในประเทศไทย
       
       ชี้ระบบสิทธิบัตรคือเครื่องมือปล้นสดมภ์ทรัพยากรทางชีวภาพ
       
       ด้านนายเจริญ กล่าวว่า ระบบสิทธิบัตรคือเครื่องมือปล้นสดมภ์ทรัพยากรทางชีวภาพของประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งประเทศไทยเป็นแหล่งฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ที่มีคุณค่าและเป็นต้นทุนทางสังคมทั้งในปัจจุบันและอนาคต ถ้ารัฐบาลเปิดช่องให้จดสิทธิบัตรลักษณะนี้ได้ ก็ต้องมีการแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรของไทย ซึ่งอาจทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารของเราตกอยู่ในมือมหาอำนาจต่างชาติได้
       
       "นี่จึงไม่ใช่วิธีการปกป้องทรัพยากรของไทยอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นการเปิดท้ายครัวให้ต่างชาติเข้ามาเอาไปเป็นของตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้มักปรากฎในเวทีการเจรจาเขตการค้าเสรี ที่ประเทศอุตสาหกรรมมักต้องการให้ประเทศคู่เจรจามีกฎหมายที่เอื้อประโยชน์กับประเทศของตัวเอง ซึ่งเป็นกติกาที่ประเทศมหาอำนาจขีดทางให้เราเดิน ถ้าประเทศไทยตกหลุมพราง ก็อาจจะสูญสิ้นพันธุ์พืชของไทยได้" นายเจริญกล่าว
       
       จี้สวทช.แถลงให้ชัดจดสิทธิบัตรอะไร และจะบังคับใช้สิทธิกับคนไทยหรือไม่
       
       อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.สุรวิช ตั้งข้อสังเกตว่า สิทธิบัตรที่กล่าวถึงนั้นมีชื่อสิทธิบัตรว่า ข้าวตัดแต่งพันธุกรรม ที่มีการแสดงออกของยีนควบคุมความหอมของข้าวลดลง (ยีน Os2AP) และมีสารหอมเพิ่มมากขึ้น (2-acetyl-1-pyroline) โดยถือสิทธิในวิธีการทำดังกล่าว
       
       ทว่าเวลาที่ผู้เกี่ยวข้องออกมาแถลงถึงสิทธิบัตรนี้ มักแถลงว่าเป็นสิทธิบัตรของยีน แต่สิ่งที่อยู่ในข้อถือสิทธินั้นไม่มียีน แต่เป็นวิธีการที่จะทำให้ยีนแสดงออกน้อยลง ซึ่งถ้ายีนตัวนี้แสดงออกปกติ จะทำให้สารหอมไม่มีอยู่ แต่ถ้าแสดงออกน้อยลง จะทำให้มีการสร้างสารหอมที่มีกลิ่นคล้ายป๊อบคอร์นตามที่ระบุในสิทธิบัตร ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และชวนสงสัยว่าทำไมจึงแถลงไม่ตรงกับในสิทธิบัตร
       
       อีกทั้งยังพูดดูเหมือนว่า จดสิทธิบัตรให้ประเทศไทย แต่ไม่เคยประกาศว่าจะไม่บังคับใช้สิทธิกับคนชาติไทย น่าจะให้ผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงว่าเป็นอย่างไรกันแน่
       
       "สวทช. ควรออกมาให้ความชัดเจนกับสังคมว่าเป็นการจดสิทธิบัตรอะไรกันแน่ ซึ่งหากจะขอจดสิทธิบัตรในไทยเกี่ยวกับกระบวนการที่ทำ ก็น่าจะจดได้อยู่แล้ว เพราะกฎหมายไทยให้ความคุ้มครองกระบวนการทางชีวภาพ"
       
       "แต่หากขอจดสิทธิบัตรยีน ก็ต้องมีการแก้กฎหมายกัน และทำไมต้องอยากจดสิทธิบัตรนี้ในไทย เป็นไปได้ไหมว่าจะกรุยทางสู่เอฟทีเอ หรือจะบังคับใช้สิทธิ์กับคนไทยด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรออกมาชี้แจงให้ชัดเจน"
       
       "รวมถึงก่อนหน้านี้หน่วยงานของรัฐไทยแถลงต่อสาธารณะมาโดยตลอดว่าประเทศไทยไม่มีการทำข้าวตัดแต่งพันธุกรรม แต่ปรากฎชัดเจนในเอกสารสิทธิบัตรว่ามีการทำข้าวตัดแต่งพันธุกรรม ซึ่งจริงอยู่ที่ทำในข้าวญี่ปุ่น ไม่ใช่ข้าวไทย แต่ก็ขัดแย้งกับสิ่งที่ได้แถลงต่อสังคมมาโดยตลอด จึงทำให้สังคมเกิดความสับสน" รศ.ดร.สุรวิช กล่าว
       
       กังขางานวิจัยถูกกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชหรือไม่
       
       นอกจากนี้อาจารย์คณะเกษตร มก. ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่างกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า งานศึกษาวิจัยนี้มีเกี่ยวพันกับ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มาตรา 52 ที่ระบุว่า ถ้าผู้ใดนำพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า (ซึ่งไม่ใช่พันธุ์พืชใหม่หรือพืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น) ไปปรับปรุงพันธุ์ ศึกษา ทดลอง หรือวิจัยเพื่อการค้า หลังวันที่ 25 พ.ย. 2542 (วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้) จะต้องขออนุญาตกับกองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร เสียก่อน หากไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษ ซึ่งหลักการของกฎหมายดังกล่าวเป็นไปตามหลักการของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อป้องกันมิให้ต่างชาติเข้ามาขโมยพันธุ์พืชของไทยไปใช้ประโยชน์ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบด้วยว่าการวิจัยนี้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
       
       ทั้งนี้ นายบัณฑูร เศรษศิโรตม์ ตัวแทนกลุ่มเอฟทีเอว็อทช์ เสนอแนะว่ายังมีทางเลือกอื่นอีกในการคุ้มครองพันธุ์ข้าวไทย นอกเหนือจากการของจดสิทธิบัตรยีนข้าวในไทย คือการนำเข้าสู่กฎหมายคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือจีไอ (GI) ซึ่งจะคุ้มครองข้าวหอมมะลิไทย ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยและมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยได้.
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000075142


--
Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://www.pdc.go.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

ผู้ติดตาม